หน้าแรก Uncategorized บ้านน่าอยู่&#...

บ้านน่าอยู่…งานได้ผล คนเป็นสุข โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

22.06.16 | 11:01 น.

ปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นปัญหาระดับโลก และก็ไม่ใช่เป็นปัญหาของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของคนทั่วโลก ต้องร่วมมือกัน ช่วยกันส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้คงอยู่อย่างธรรมชาติที่มันควรจะต้องเป็น เพราะตามทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วิน ท่านบอก รูปลักษณ์คน = พันธุกรรม รากเหง้า พื้นฐาน ต้นทุนที่ดีๆ มีอยู่ ผนวกกับปัจจัยสิ่งแวดล้อมซึ่งมีอิทธิพลสูงจะเป็นตัวกำหนดให้ “รูปลักษณ์ของคนคนนั้นหรือองค์กรนั้นเป็นอย่างไร” เช่น สูง-ต่ำ หรือ ดำ-ขาว (สูตรของชาร์ลส์ ดาร์วิน Phenotype = Genotype + Environment) เช่นเดียวกัน “บ้าน” หรือ “องค์กร” ก็อุปมาอุปไมยได้ฉันนั้น ปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับคน เสมือนหนึ่งคือ gene คือต้นทุนที่มีอยู่ และก็มีความสำคัญไม่น้อยกว่าสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

ปัญหาสิ่งแวดล้อมตามที่กล่าวเบื้องต้นแล้วมิใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่ง แต่คนหนึ่งคนมีส่วนช่วยสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นได้ ผลของ “ปัญหา” ไม่ได้ตกกับ “ผู้สร้าง” ปัญหาเท่านั้น แล้วยังส่งผลกระทบทั่วถึงกันทั้งสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ ทั้งชีวิต พืช สัตว์ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของคน และที่สำคัญที่สุดคือ จะกระทบต่อ “คน” ทำให้เป็นโรคใหม่ๆ ได้

การพัฒนาและการเข้าถึงการดูแลด้านสุขาภิบาลเป็นปัจจัยพื้นฐานสู่การมีสุขภาพดีและความเป็นอยู่ที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “บ้าน” ซึ่งเป็นหน่วยเล็กที่สุดของชุมชน คนที่อยู่ในบ้านคือ “ครอบครัว” (พ่อ แม่ ลูก) องค์ประกอบอื่นๆ ก็จะมีเรื่องห้องส้วม, ห้องครัว, ห้องนั่งเล่น, ห้องนอน, น้ำสะอาด, อาหาร, ตู้เย็น, การจัดการสิ่งปฏิกูลของเสียในบ้านและชุมชน เป็นต้น การพัฒนาในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ช่วงหนึ่งกระทรวงสาธารณสุขมีการรณรงค์มาอย่างชัดเจน สมัยรัฐมนตรีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ “บ้าน” ในชุมชนเป็น “บ้านน่าอยู่” (Healthy Home)

ความสำเร็จของโครงการนี้ที่สำคัญ “คนที่อาศัยในบ้าน ต้องรู้ ยอมรับ ตระหนักใส่ใจและปฏิบัติเชิงพฤติกรรมที่ประจักษ์ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง (Change) จัดการให้ภายในบ้านของเราอยู่มีความสุข สบาย อากาศดี สะอาด มีชีวิตชีวา นั่นแหละคือความสำเร็จของ “บ้านน่าอยู่” อย่างแท้จริง คือ ไปไหนๆ แต่ต้องอยากกลับมาอยู่บ้าน นอนบ้านของเรา คำว่า “บ้านน่าอยู่” สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย ได้ให้ข้อคิด แนวคิด “บ้านน่าอยู่” ไว้ดังนี้

คำว่า “บ้าน” นั้น ไม่ว่าจะเป็นลักษณะใด จะเป็นบ้านเล็กๆ บ้านใหญ่โต มีห้องมากมาย หรือเป็นบ้านแบบคนรุ่นใหม่ คอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ ในแต่ละบ้านนั้นก็คงมีองค์ประกอบคล้ายๆ กันคือ บริเวณบ้าน ห้องรับแขก หรือห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องน้ำห้องส้วม ห้องนอน ดังนั้น ควรจะจัดสิ่งแวดล้อมอย่างไรเพื่อให้บ้านน่าอยู่

Advertisement

“บริเวณรอบบ้าน สนามหญ้า : 1.ปลูกต้นไม้ เพื่อช่วยให้อากาศบริสุทธิ์และกรองฝุ่นละออง 2.ไม่ทิ้งขยะลงท่อระบายน้ำ ทางเดิน เพราะจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน ยุง แมลงสาบ หนู 3.กำจัดลูกน้ำยุงลาย อย่าให้มีน้ำขังนิ่งนานๆ ในบริเวณบ้านในภาชนะ เช่น เศษกระถางแตก ยางรถยนต์ และหมั่นเปลี่ยนน้ำกระถาง แจกันดอกไม้ 4.จัดเก็บสิ่งของให้เป็นระเบียบ ไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ร้ายและพาหะนำโรค เช่น งู หนู เป็นต้น

“ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น : 1.มีแสงสว่างเพียงพออ่านหนังสือได้ ควรได้รับแสงสว่างจากธรรมชาติ 2.มีการระบายอากาศดี 3.ชุดรับแขกทำความสะอาดเป็นประจำ เพราะเป็นที่สะสมของคราบไคล ไรฝุ่น 4.อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟฟ้า หมั่นทำความสะอาดและดูแลความเรียบร้อยพร้อมใช้งานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันอุบัติภัยจากการใช้ไฟฟ้า

“ห้องครัว ห้องรับประทานอาหาร : 1.มีแสงสว่างเพียงพอ มีการระบายอากาศที่ดี 2.อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เตาแก๊ส เครื่องครัว ของมีคม ดูแลจัดเก็บให้สะอาด มิดชิด ปลอดภัย 3.อุปกรณ์ ภาชนะบรรจุอาหาร สะอาด ไม่มีสารเคลือบที่เป็นพิษต่อร่างกาย 4.อาหารควรสะอาด สด ไม่มีสารปรุงแต่ง และเก็บในที่สะอาดปราศจากสัตว์นำโรค 5.น้ำดื่ม ต้องสะอาด หากไม่แน่ใจควรต้มให้เดือด 6.ภาชนะเก็บน้ำ-น้ำดื่ม สะอาด เก็บในที่มิดชิด ปลอดภัยจากสัตว์นำโรคและฝุ่นละออง 7.ถังขยะไม่รั่วซึม มีฝาปิดมิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งแพร่เชื้อและเป็นอาหารของแมลงวัน แมลงสาบ หนู ควรแยกเศษอาหารจากขยะทั่วไป เพื่อการนำกลับมาใช้ใหม่ของขยะบางชนิด เช่น ขวดแก้ว 8.มีที่ดักไขมัน เศษอาหาร น้ำทิ้งจากครัว เพื่อป้องกันน้ำเสียสู่แหล่งน้ำสาธารณะ

“ห้องน้ำ ห้องส้วม : ต้องมีความสะอาดและปลอดภัยในการใช้งาน คือ 1.พื้น ผนัง เพดาน โถส้วม สะอาด ไม่มีคราบสกปรก อยู่ในสภาพดีใช้งานได้ โดยเฉพาะพื้นควรทำจากวัสดุที่ไม่ลื่นและแห้งอยู่เสมอ 2.น้ำใช้สะอาด ภาชนะกักเก็บน้ำอยู่ในสภาพดี 3.อ่างล้างมือ ก๊อกน้ำ กระจก สะอาด พร้อมสบู่ล้างมือ 4.มีการระบายอากาศดี ไม่มีกลิ่นเหม็น มีแสงสว่างเพียงพอ 5.ท่อระบายสิ่งปฏิกูลและถังกักเก็บไม่รั่ว แตก หรือชำรุด 6.ต้องมีการทำความสะอาดเป็นประจำ

“ตู้เย็น ตู้กับข้าว : จัดของให้เป็นระเบียบ สะดวกในการหยิบใช้ ขจัดของหมดอายุ อาหารที่บูดเน่าออกทิ้งเสมอ ก่อนบริโภคให้ดูฉลากว่าหมดอายุหรือยัง

ทำอย่างไร…เมื่อใช้ส้วมเสร็จแล้ว : 1.ราดน้ำ ทำความสะอาดทุกครั้งก่อนและหลังใช้ส้วม 2.ล้างทำความสะอาดอวัยวะขับถ่ายทุกครั้งหลังใช้ส้วม 3.ทำความสะอาดมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังใช้ส้วม เพราะเชื้อโรคอาจติดมากับมือหรือเล็บ และเข้าสู่ร่างกายได้โดยการหยิบจับอาหารรับประทาน 4.ไม่ทิ้งผ้าอนามัยและวัสดุอื่นใดลงในคอห่านหรือโถส้วม

“ห้องนอน : เป็นห้องที่สำคัญห้องหนึ่งของบ้าน เป็นห้องที่ใช้สำหรับพักผ่อนร่างกายหลังจากตรากตรำทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน ดังนั้นห้องนอนจึงควรเป็นห้องที่เอื้อต่อการพักผ่อน ดังนี้

1.ควรเป็นห้องที่โปร่ง มีการระบายอากาศดี มีแสงแดดส่องถึง สะอาด ไม่มีซอก มุมอับชื้น เพื่อป้องกันมิให้เป็นแหล่งแพร่เชื้อของแมลง สัตว์นำโรคต่างๆ เช่น แมลงสาบ หนู 2.จัดวางข้าวของ เครื่องเรือนอย่างเป็นระเบียบและหมั่นเช็ดถู ทำความสะอาดเป็นประจำ 3.หมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องนอน เพื่อป้องกันเชื้อรา ไรฝุ่น อันเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคภูมิแพ้ โรคผิวหนัง อีกทั้งควรนำเครื่องนอน เช่น ที่นอน หมอน ออกผึ่งแดด 4.กรณีที่ติดเครื่องปรับอากาศ ควรตรวจตราทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศสม่ำเสมอเพื่อกำจัดฝุ่นบนแผ่นกรอง ซึ่งจะลดประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศ และควรเปิดหน้าต่างให้อากาศภายนอกหมุนเวียนถ่ายเทในห้องด้วย

“ขยะ” ทำอย่างไร ไกลโรค ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมและ “คน” ด้วยการแยกแยะขยะ มี 3 ชนิด : 1.ขยะเปียก 2.ขยะแห้ง 3.ขยะมีพิษ เพื่อสะดวกในการบริหารจัดการในการเก็บและทำลายโดยไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

ล้างมืออย่างไร…ให้สะอาด

มือเป็นอวัยวะที่สำคัญ เป็นอวัยวะที่ใช้ในการหยิบจับสิ่งของ ปรุงประกอบอาหาร ใช้ทำความสะอาดเมื่อใช้ห้องน้ำห้องส้วม ใช้มือในการประกอบอาชีพ กิจกรรมประจำวันแทบจะทุกอย่างต้องผ่านมือเพื่อดำเนินการ ดังนั้น มือจึงต้องรับบทหนัก แต่ถ้ามือนั้นไม่สะอาด สิ่งที่จะตามมาคือเราอาจจะได้รับความสกปรกเข้าไปในร่างกาย เชื้อโรค สิ่งปฏิกูล เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ ที่อาจติดมากับมือกับเล็บ หรือมือของเราอาจจะเป็นตัวกลางที่นำพาสิ่งสกปรกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแก้วน้ำ จาน ชาม ช้อนส้อม ฯลฯ ตลอดจนก๊อกน้ำ สายฉีดน้ำ ทุกสิ่งที่ผ่านการสัมผัสจากมือที่สกปรกสามารถเป็นสื่อกลางแพร่เชื้อโรคได้ทั้งสิ้น

ดังนั้น การที่จะสร้างสุขนิสัยรักษ์สะอาดควรเริ่มต้นจากตัวเราก่อน ด้วยการล้างมือให้สะอาด 7 ขั้นตอน ดังนี้ ล้างด้วยน้ำและสบู่ โดยทำทุกขั้นตอน ขั้นละ 5 ครั้ง และทำสลับกันทั้ง 2 ข้าง ฝึกปฏิบัติให้เป็นนิสัย หลังใช้ห้องน้ำ/ห้องส้วม หลังสัมผัสสิ่งสกปรก ก่อนเตรียมปรุงอาหาร และก่อนกินอาหาร

ท้ายสุดเมื่อ “บ้านเราน่าอยู่” จะขยายสู่สังคมและชุมชนอย่างไร? : ก่อนอื่นที่จะถึงจุดดังกล่าวนั้น ผู้เขียนมีความเชื่อว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ “คน” ทุกคนใน “ครอบครัว” : ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ลูก หรือคนใน “องค์กร” หรือ “หน่วยงาน” : หัวหน้า ลูกน้อง ผู้ร่วมงาน ทุกคนต้องอยู่กันอย่างมีความสุข สงบ ร่มเย็น มีสัมพันธภาพที่ดีก่อน เสียสละ สามัคคีกัน ให้เกียรติ ให้อภัยกัน เป็นเบื้องต้น ไม่ว่าเราจะทำงานในสถานที่ใดก็ตาม ไม่ว่าลักษณะงานนั้นจะเป็นอย่างไร ถ้าเราได้ทำงานในสถานที่ทำงานที่สะอาด ปลอดภัย และเอื้อต่อการมีสุขภาพดีแล้ว ผลงานและสุขภาพของผู้ทำงานก็จะดีตามไปด้วย การทำให้ที่ทำงานน่าอยู่ น่าทำงาน เป็นการจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการทำงาน มีการส่งเสริมสุขภาพในสถานประกอบการ ด้วยการพัฒนาที่ทำงานให้มีความสะอาด ปลอดภัย สิ่งแวดล้อมดี มีชีวิตชีวา ประมาณหนึ่งว่า “บ้าน” หรือ “ที่ทำงาน” คือสวรรค์ของเรา โดยทำอย่างไร…ให้ที่ทำงานน่าอยู่ น่าทำงาน เสมือนหนึ่ง “บ้านของเรา” ท้ายสุด ผลที่เกิดขึ้นคือ “บ้านน่าอยู่ งานได้ผล คนเป็นสุข” ไงเล่าครับ