เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 มิถุนายน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายธรรมนูญ อัตโชติ ตัวแทนสมาชิกผู้เสียหายสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด พร้อมสมาชิกจำนวนหนึ่ง เดินทางเข้าพบพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ และพ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผู้บัญชาการสำนักคดีการเงินการธนาคาร เพื่อสอบถามความคืบหน้าการดำเนินคดีกับผู้ที่รับเช็คจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯคลองจั่น พร้อมให้ข้อมูลสภาพปัญหา และผลกระทบที่ได้รับจากการถูกยักยอกเงินของสหกรณ์ฯคลองจั่น
นายธรรมนูญ กล่าวว่า ต้องการมาทำความเข้าใจในฐานะผู้เสียหายโดยตรง และจะขอเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลคดี เนื่องจากสมาชิกไม่มีความเชื่อมั่นในคณะกรรมการสหกรณ์ฯชุดเก่า เพราะมีท่าทีพยายามที่จะทำให้สำนวนคดีที่ดีเอสไอดำเนินคดีกับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และวัดพระธรรมกายอ่อนลง โดยการไกล่เกลี่ยกับกลุ่มลูกศิษย์ของวัดพระธรรมกาย และยอมรับเงินจากกองทุนของกลุ่มลูกศิษย์ของวัด แทนที่จะเป็นเงินจากพระธัมมชโย และวัดพระธรรมกาย แม้ปัจจุบันจะมีการเลือกตั้งกรรมการสหกรณ์ฯชุดใหม่มาดำเนินการติดตามคดีนี้แล้ว แต่สมาชิกก็อยู่ระหว่างติดตามพฤติการณ์ของคณะกรรมการชุดนี้ เพราะจากข้อมูลของดีเอสไอที่ออกมาระบุว่า ต้องให้คณะกรรมการชุดปัจจุบันแจ้งความดำเนินคดีทุกคดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ทางคณะกรรมการยังไม่มีการแจ้งความในหลายคดี และทำให้เชื่อว่ายังมีเงินของสหกรณ์ที่ไปอยู่กับเครือข่ายวัดพระธรรมกายที่ยังตรวจสอบไม่พบอีกจำนวนมาก
นายธรรมนูญ กล่าวต่อว่า ขณะที่เงินของผู้ที่เกี่ยวข้องและวัดพระธรรมกายนำไปลงทุนจนเกิดผลกำไร ทางกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ฯเห็นว่าจะต้องนำผลกำไรเหล่านั้นมาคืนให้กับสหกรณ์ฯด้วย เพราะถือเป็นทรัพย์สินของสหกรณ์ฯ ส่วนที่สหกรณ์ฯจะมีการจ่ายเงินให้สมาชิกในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน สมาชิกสหกรณ์ฯบางกลุ่มกว่า 400 คน จะไม่ขอรับเงินจำนวน 700 ล้านบาท ที่คณะกรรมการสหกรณ์ฯชุดเก่าได้ไปไกล่เกลี่ยกับลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย เนื่องจากต้องการให้มีการดำเนินคดีกับวัดพระธรรมกาย และพระธัมมชโย ในคดีฟอกเงิน และเชื่อว่าเงินที่คืนมาอาจเป็นเงินที่ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ สมาชิกสหกรณ์ฯยังตั้งข้อสังเกตว่าวัดพระธรรมกาย ได้ตั้งเครือข่ายสหกรณ์ฯคลองจั่นขึ้นมา เพื่อใช้เป็นแหล่งฟอกเงินของทางวัด โดยดึงสมาชิกเข้ามาลงทุน แต่กลับบริหารผิดพลาด จนทำให้สมาชิกสหกรณ์ฯได้รับความเสียหาย อีกทั้ง ยังมีสหกรณ์ในลักษณะนี้อีกหลายแห่งที่วัดเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอีกครั้ง
“ส่วนกรณีที่ดีเอสไอเข้าไปดำเนินการตรวจค้นเพื่อจับกุมพระธัมมชโย และมีสื่อหลายแขนงออกมาระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวเกิดความล้มเหลวไม่สามารถจับผู้ต้องได้นั้น ผมและสมาชิกสหกรณ์ฯผู้เสียหาย ดีใจมากที่ทำแบบนั้น เพราะกลุ่มของเรามีปัญหาที่ว่า บางรายมีสามีภรรยา พ่อแม่ อยู่ทางฝ่ายผู้เสียหาย แต่อีกฝ่ายกลับไปหลงไหลละเมอเพ้อพบอยู่กับวัดพระธรรมกาย เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดการเผชิญหน้ากันขึ้นและถึงขั้นต้องเข้าไปจับกุมมันจะเกิดความสูญเสีย จึงอยากเรียกร้องให้อธิบดีดีเอสไอ หัวหน้าพนักงานสอบสวนได้พยายามนำเสนอ จูงใจให้กับศิษย์วัดที่มาต่อต้านยุติการต่อต้าน และเรียกร้องให้ผู้ต้องมามอบตัว เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม” นายธรรมนูญ กล่าว

ด้าน พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าวว่า สำหรับคดีที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ฯคลองจั่น มีทั้งหมดที่รับเป็นเลขคดีแล้ว 13 คดี โดยดีเอสไอดำเนินการเสร็จแล้ว 4 คดี คือ คดีที่เกี่ยวข้องกับการยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกงประชาชน และคดีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำความผิด ซึ่งเราได้ส่งไปที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว โดยขณะนี้ยังมีคดีที่ค้างดำเนินการอยู่ 10 คดี ซึ่งใน 10 คดี มี 4 คดีที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย คือ ในคดีที่ 27/2559 โดยพ.ต.ท.ปกรณ์ ได้ดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว และส่งให้พนักงานอัยการแล้ว
พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนอีก 3 คดีที่เกี่ยวข้องเช่น คดีของนายสถาพร วัฒนาสิรินุกูล อดีตพระวัดพระธรรมกาย เมื่อสึกออกมาก็ได้ก่อตั้งบริษัท โดยเส้นทางการเงินพบว่ามาจากนายศุภชัย และยังมีคดีที่เกี่ยวข้องกับบริษัท เอ็ม-โฮมฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการถือหุ้นแทนนายศุภชัย และคดีที่ 70/2558 เป็นคดีเกี่ยวกับการซื้อที่ดินเพื่อนำไปสร้างโรงพยาบาลของวัดพระธรรมกาย ซึ่งทั้ง 3 คดีนี้ มีเส้นทางการเงินไปจากนายศุภชัยทั้งสิ้น โดยคาดว่าจะสามารถสรุปสำนวนเสร็จปลายเดือน ก.ค.นี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า การตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่าที่ดินของวัดพระธรรมกายมีความเกี่ยวข้องหรือไม่ พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าวว่า ที่ดินส่วนใหญ่ที่เรายึดมาได้ เป็นของนายศุภชัย เนื่องจากเป็นผู้ต้องหาในคดี ในส่วนของวัดพระธรรมกายในคดีที่ 27/2559 เราไม่ได้ดำเนินการยึดทรัพย์ที่ดินของวัด แต่เราส่งเรื่องให้กับปปง.ไปดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงิน
ขณะที่ พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า ดีเอสไอยืนยันจะเร่งรัดคดีนี้ให้เสร็จโดยเร็ว ในส่วนการดำเนินการกับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง และทรัพย์สิน เราก็จะเร่งดำเนินการเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ ตามกฎหมายของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งตนทราบว่าทางสมาชิกสหกรณ์ฯคลองจั่นได้รับความเดือดร้อน จึงพยายามเร่งรัดและติดตามคดีที่ยังค้างอยู่ ส่วนประเด็นที่สมาชิกสหกรณ์ฯต้องการให้แยกคดีออกจากสหกรณ์ฯ เนื่องจากผู้เสียหายได้ฟ้องสหกรณ์ฯ เพราะได้รับความเสียหายจากสหกรณ์ฯนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับใครคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดขึ้นกับสหกรณ์ฯ ซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้น ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับคดีที่ 63/2557 ซึ่งเป็นข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน แต่เนื่องจากคดีนี้พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนไปที่อัยการแล้ว เราจะส่งคำร้องของผู้เสียหายไปยังอัยการ โดยถือว่าทางผู้เสียหายได้ร้องขอให้มีการดำเนินการเพิ่มเติม ซึ่งเรายืนยันว่าจะประสานพนักงานอัยการต่อไป
นอกจากนี้ พ.ต.อ.ไพสิฐ ยังกล่าวถึงกรณีการประชุมกับแพทยสภา โดยนพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา เข้าร่วมประชุมเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ว่า เป็นการหารือการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการออกใบรับรองแพทย์ของพระธัมมชโย ในนามโรงพยาบาลค่ายภาณุรังษี จ.ราชบุรี ทั้งที่ไม่มีประวัติการรักษาที่โรงพยาบาลดังกล่าว และผลการตรวจสอบจากโรงพยาบาลก็สรุปว่ามีความผิดชัดเจน โดยแพทยสภาระบุว่าต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ 4-5 เดือน ซึ่งดีเอสไอจะพิจารณาว่ามีความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ นอกจากนี้ ยังหารือถึงแนวทางการการใช้ใบรับรองแพทย์ด้วยว่าหากในอนาคตเกิดปัญหาเกี่ยวกับใบรับรองแพทย์เราจะดำเนินการกันอย่างไร
อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงกรณีนายบุญชัย เบญจรงคกุล เจ้าสัวหมื่นล้าน ว่า อยู่ระหว่างให้ฝ่ายกฎหมายของดีเอสไอดำเนินการอยู่ โดยจะต้องดูเจตนาและคำที่นายบุญชัยพูดเชิญชวนว่ามีคำไหนที่เป็นการชักชวนหรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ส่วนจะมีความจำเป็นที่จะต้องเรียกนายบุญชัยมาสอบถามหรือไม่นั้น ขณะนี้ให้ฝ่ายกฎหมายดูอยู่ เบื้องต้นยังไม่จำเป็น นอกจากนี้ ความคืบหน้าการดำเนินการเอาผิดกับลูกศิษย์วัดพระธรรมกายที่ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ 16 มิถุนยนที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลหลักฐานทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวที่เราบันทึกไว้ส่งให้กับพนักงานสอบสวนสภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

