เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ธนาคารทหารไทย สำนักงานใหญ่ ถนนพหลโยธิน นางละอองแก้ว ธรรมจักร แม่ค้าขายส่งอาหารทะเล ที่ตลาดสุรนคร จ.นครราชสีมา พร้อมด้วยลูกสาว นางสาวนริศรา กวางทอง และญาติราว 15 คน ได้ มายื่นหนังสือร้องเรียนกรณีที่ถูก นายชัยรัตน์ พิบูลย์อัมรินทร์ พนักงานธนาคารทหารไทย สาขานครราชสีมา ปลอมแปลงเช็คและเบิกใช้วงเงินเกิดความเสียหายกว่า 16.9 ล้านบาท
นางละอองแก้ว เปิดเผยว่า ตนประกอบอาชีพมานาน ขายส่งห้างแมคโครและรายย่อยทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยอดขายปกติต่อวันราว 5 แสนบาท หากเป็นช่วงเทศกาลราว 4-5 ล้านบาท ปกติออกไปขายของตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึง 4-5 โมงเย็น จึงไม่ค่อยได้มีเวลาดูบ้านหรือทำงานบ้าน ซึ่งนายชัยรัตน์ ก็เข้ามาตีสนิทและได้เข้ามาให้ความช่วยเรื่องดูแลงานในบ้านอยู่บ่อย ๆ จึงมีความไว้เนื้อเชื่อใจ
“รู้จักกับนายชัยรัตน์ ประมาณต้นปี 2553 ได้ไปทำธุรกรรมการเงินที่สาขา โดยนายชัยรัตน์ได้เชิญชวนให้เปิดบัญชีและทำประกันชีวิต แต่ขณะนั้นไม่ได้สนใจ ผ่านมาช่วงเดือนเมษายน 2553 เห็นประกาศขายโกดัง พื้นที่ 1 ไร่ โดยผู้ประกาศขาย คือ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ราคาขายประมาณ 6.5 ล้านบาท จึงได้ไปปรึกษาการขอสินเชื่อที่ธนาคารทหารไทยว่าจะสามารถกู้ได้หรือไม่ ซึ่งนายชัยรัตน์ รับหน้าที่ประสานงาน ซึ่งหลังจากที่ให้ข้อมูลไปทราบว่าโกดังนั้น บสย. ซื้อสินทรัพย์รอการขาย(เอ็นพีเอ) ไปจากธนาคารทหารไทย เพียง 3.3 ล้านบาท ซึ่งนายชัยรัตน์บอกว่าสามารถซื้อจากธนาคารราคาเพียง 3.3 ล้านบาท ลดลงมาเกือบครึ่ง ก็เลยตกลงที่จะทำสัญญากู้เงิน โดยเปิดบัญชีสินเชื่อ วงเงิน 2.6 ล้านบาท และให้วงเงินเบิกเงินเกินบัญชี(โอดี) อีก 2 ล้านบาท พร้อมทั้งให้เช็คมา 2 เล่ม เพื่อใช้ในการเบิกเงิน ซึ่งตัวเองที่เป็นแม่ค้าไม่มีความรู้เรื่องธุรกรรมการเงินจึงให้นายชัยรัตน์ช่วยกรอกเช็คให้ ผ่านมาก็ปกติ”นางละอองแก้วกล่าว
นางละอองแก้วกล่าวอีกว่า ช่วงเดือนกันยายน นายชัยรัตน์ได้ปลอมแปลงลายเซ็นต์ของตนเพื่อนำไปขอเบิกเช็คเพิ่มอีก 2 เล่ม แต่กลับนำมาให้ตนแต่เล่มเดียว ซึ่งทั้งตนและลูกสาวนึกว่าต่างฝ่ายเป็นคนขอเบิกเช็คมาจึงไม่ได้สงสัยว่าทำไมจึงได้เช็คเพิ่มทั้งที่ไม่ได้ไปขอเบิกเล่มเพิ่ม ซึ่งเช็คอีก 1 เล่ม นายชัยรัตย์ได้นำไปปลอมลายเซ็นต์เบิกวงเงินออกจากบัญชีไปหลายครั้ง จนเมื่อพฤศจิกายน 2554 ตนได้รับเอกสารแจ้งจากธนาคารทหารไทยว่าบัญชีดังกล่าวมียอดเงินติดลบกว่า 8 ล้านบาท เมื่อไปตรวจสอบยังสาขาก็ทราบว่า นายชัยรัตน์ ได้มีการปลอมแปลงเอกสารและลายเซนต์ของตนและลูกสาว และมีการเบิกเงินออกไปมากกว่า 16.9 ล้านบาท หลังจากที่ทราบเรื่องก็ได้ไปทวงถามสาขาว่าจะมีการรับผิดชอบอย่างไร ซึ่งขณะนี้นายชัยรัตน์ได้พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานแล้ว ทั้งนี้ ทางสาขาบอกว่าได้ยื่นเรื่องไปยังสำนักงานใหญ่แล้ว ทวงถามหลายครั้งแต่ยังไม่ได้คำตอบจึงเดินทามาที่สาขาเพื่อร้องเรียนและติดตามผล
ต่อมาเมื่อเวลา 10.20 น.นางจวงจันทร์ สุจริต เจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนของธนาคารทหารไทยได้ลงมารับเรื่อง พร้อมทั้งได้เชิญ นางละอองแก้วไปชี้แจงและพูดคุยเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น
หลังจากนั้นเวลา 12.15 น. นางละอองแก้วระบุว่าการหารือยังไม่ได้ข้อสรุป ซึ่งอยากทวงถามไปยังธนาคารทหารไทยว่ากรณีที่พนักงานโกงเงินลูกค้าธนาคารจะต้องรับผิดหรือไม่ หรือลูกค้าต้องรับผิดเอง รวมทั้งอยากให้ผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมายให้ความชัดเจนกรณีนี้ด้วย ที่ผ่านมาธนาคารทหารไทยได้ให้ตนเองไปฟ้องศาล ขณะนี้ผ่านศาลขั้นตน ศาลอุทรณ์ และกำลังจะยื่นเรื่องไปที่ศาลฎีกาต่อไป นอกจากนี้จะมีการร้องเรียนต่อไปยังพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีด้วย
เมื่อเวลา 15.00 น. ธนาคารทหารไทย ได้ส่งข่าวประชาสัมพันธ์ เรื่อง คำชี้แจงของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กรณีนางละอองแก้ว ธรรมจักร ว่า เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2559 ธนาคารได้ต้อนรับคุณละอองแก้ว ธรรมจักร เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้าในกรณีที่ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้ลูกค้าเป็นฝ่ายชำระหนี้ให้แก่ธนาคารตามคำพิพากษา วันที่31 พฤษภาคม 2559 โดยในการพูดคุยกับธนาคารในวันนี้ ธนาคารได้รับจดหมายและรับข้อมูลของลูกค้ามอบไว้แล้ว ทั้งนี้ ธนาคารขอเรียนย้ำว่าธนาคารมีการพัฒนาระบบการปฏิบัติงานเพื่อป้องกันการทุจริตรวมทั้งมีการตรวจสอบอย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอเพื่อการให้บริการลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ

