วันทำงานท้ายปี 2562
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม น่าจะอบอุ่นใจขึ้น
เมื่อหนึ่งใน 3 ป. คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา นำข้าราชการกระทรวงมหาดไทยเข้าอวยพรปีใหม่
ตามด้วยเพื่อนสมัยเตรียมทหารรุ่น 12 นำโดย พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป
และที่สำคัญ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก นำ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รองผู้บัญชาการ
ทหารบก พล.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และ พล.อ.ธีรวัฒน์ บุณยะวัฒน์ เสนาธิการทหารบก รวมถึงคณะนายทหารระดับสูงของกองทัพบก เข้าอวยพรและรับพรจากนายกรัฐมนตรีในโอกาสปีใหม่เช่นกัน
ต่างล้วนเป็นพี่ เพื่อน น้อง ที่คุ้นเคย
และที่สำคัญยังเป็นเสาค้ำยันให้เก้าอี้นายกรัฐมนตรีแข็งแกร่งตลอดมา และ…ต่อไป
อย่างน้อยก็อีก 4 ปี อย่างที่ “พี่ป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ส่งสัญญาณไว้
ซึ่งก็คงทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ก่อนหน้านี้น่าจะใจหายไปเหมือนกัน
เมื่อผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาลที่ล้อมหน้าล้อมหลังวันละหลายชั่วโมง จนน่าจะมองการทำงานของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีได้อย่างเข้าใจ
แต่กระนั้น เมื่อความเข้าใจแปรไปเป็น “ฉายา” ไม่ว่า รัฐบาลเชียงกง นายกฯอิเหนาเมาหมัด ที่อยู่แวดล้อมด้วย “รัฐอิสระ” และ “สารหนู”
ซึ่งล้วนไม่เป็นคุณ หรือเอื้อประโยชน์ให้แก่กัน ประสารัฐบาลผสมเดียวกันสะท้อนว่า ผู้สื่อข่าวที่ใกล้ชิดนายกฯ มองเห็นปัญหาเช่นนี้ จึงแสดงออกมาผ่านฉายานำไปสู่ความไม่พอใจอย่างมากจากผู้นำ
ซึ่งแน่นอน สำหรับผู้ที่เติบโตมาตามสายบังคับบัญชาอันเข้มแข็ง นาย หรือผู้บังคับบัญชาต้องถูกต้องเสมอ
เมื่อมาเจอการตั้งคำถาม มาเจอความไม่เชื่อมั่น มาเจอปัญหา มาเจอการวิพากษ์วิจารณ์จากคนแวดล้อม รู้จัก คุ้นเคย
ก็ย่อมปรับตัวไม่ทัน เกิดภาวะไม่พอใจ น้อยใจ รับไม่ได้
ยิ่งเมื่อไปเผชิญปฏิกิริยา “เบื่อนายกฯ” จากชาวบ้านที่ “หมอชิต” ในเวลาต่อมาอีก
นายกฯซึ่งรู้สึกว่า ตัวเองทำงานหนักเพื่อประชาชนมาโดยตลอด ทำไมจึงต้องมาเผชิญกับความรู้สึกอันแห้งแล้งเย็นชาเช่นนี้
กลายเป็นความคับข้องใจ “ซ้ำซ้อน” ขึ้นมาอีก
ซึ่งแม้นายกฯจะเอ่ยปากอโหสิกรรมให้นักข่าว
และบอกผ่าน นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าเข้าใจดี คือแม้เราไม่สามารถทำให้ใครรักเราได้ทั้งหมด แต่ก็ต้องพยายามสร้างความเข้าใจ
อย่างเช่นที่หมอชิต นายกฯเองก็รู้ว่าชาวบ้านคนนั้นรู้สึกอย่างไร ก็ถามไปตรงๆ
และก็พยายามแสดงให้เขาเห็นถึงความจริงใจของเรา
โดยหวังว่าประชาชนจะเห็นถึงความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี
ซึ่งถ้าเป็นการคลี่คลายความรู้สึกในใจเช่นนั้นได้จริง
ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี
เพราะบุคคลสาธารณะ หรือผู้ที่อาสามารับใช้สังคม (จริงๆ) ยังต้องเผชิญและถูกเรียกร้องมากกว่านี้
จึงต้องเปิดกว้าง รับฟัง และปรับตัว อย่างแท้จริง
ไม่ใช่ปากบอกว่ารับได้ แต่ใจเป็นอีกอย่าง
แล้วถอยกลับไปอยู่ในแวดวง พี่ เพื่อน น้อง ที่ตัวเองรู้สึกว่า “จริงใจ” กว่า
ซึ่งจะพลอยดึงให้พี่ เพื่อน น้อง ซึ่งบังคับบัญชากองทัพ ไม่อาจดึงตัวเองกลับเข้ากรมกองได้
กลายเป็นกลไกทางการเมือง ที่มิอาจถอยไปสู่จุดการเป็น “มืออาชีพ” ได้ในเร็ววัน
หากเป็นเช่นนั้นก็น่าเสียดายที่ปี 2563 หรืออาจต่อเนื่องไปอีกหลายปี
พี่ เพื่อน น้อง จะพลอยติดหล่ม “การเมือง” ไปด้วย ก้าวไปไหนไม่ได้

