หน้าแรก Uncategorized ดร.เบนเน็ทท์ ...

ดร.เบนเน็ทท์ เลอร์เนอร์ ครูเก่งนักเรียนเก่ง โดย สุกรี เจริญสุข

23.06.16 | 12:30 น.

การศึกษาดนตรีในประเทศไทยในปัจจุบัน พัฒนาไปไกลกว่าที่คิดไว้มาก มีสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนวิชาดนตรีถึง 48 สถาบัน มีนักเรียนดนตรีในระดับปริญญาตรีประมาณ 10,000 คน ในจำนวนนี้ก็จะมีเด็กที่เก่งในระดับนานาชาติเป็นร้อยคน เก่งในระดับชาติก็มีเป็นพันคน ที่เหลือก็เป็นเด็กที่เก่งในระดับจังหวัด กระทั่งเด็กที่เก่งระดับตำบล ความเก่งของเด็กด้านดนตรีมาจากไหน คำตอบก็คือ มาจากการฝึกและมาจากสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเด็ก สิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดก็คือครูที่สอนดนตรีเด็ก

แต่ไหนแต่ไรมา คนที่เก่งดนตรีมาจากบ้านนักดนตรี ครอบครัวนักดนตรี เด็กเล่นดนตรีจากที่บ้าน ประกอบอาชีพด้านดนตรีที่บ้าน โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาไม่สามารถสร้างนักดนตรีอาชีพหรือสร้างคนให้เก่งทางดนตรีไทย เนื่องจากไม่มีใครให้การสนับสนุนให้เล่นดนตรีที่โรงเรียน ความรู้ที่โรงเรียนก็เป็นความรู้ที่มาจากหนังสือ โรงเรียนไม่สามารถสร้างหรือพัฒนาปัญญาของเด็กได้ ยิ่งเป็นวิชาดนตรีด้วยแล้ว ไม่มีครูที่เก่งดนตรีสอนดนตรีในโรงเรียน ไม่มีเครื่องดนตรีที่ดีสำหรับเด็กนักเรียนจะได้ฝึกซ้อมและเล่นดนตรี ในอดีตดนตรีจึงไม่พัฒนาแต่อย่างใด

เวลา 20 ปีที่ผ่านมา มีครูที่เก่งดนตรีสอนเด็กไทยมากขึ้น ทั้งครูดนตรีที่เป็นคนไทยและครูฝรั่งที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย ทำให้เด็กไทยพัฒนาศักยภาพความเป็นเลิศทางดนตรีสู่ระดับนานาชาติมากขึ้น มีพื้นที่ใช้แสดงดนตรีมากขึ้น มีวงดนตรีมากขึ้น มีผู้ฟังมากขึ้นด้วย และที่สำคัญมากที่สุดก็คือคุณภาพของดนตรีสูงขึ้น ดนตรีไม่ได้อยู่แค่ในประเทศอีกต่อไป แต่เด็กที่เก่งดนตรีสามารถที่จะเดินทางไปแสดงทั้งในละแวกอาเซียนและออกไปแสดงที่ยุโรปและอเมริกา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจยิ่ง

ดร.เบนเน็ทท์ เลอร์เนอร์ (Dr.Bennett Lerner เกิดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2487) เป็นนักเปียโนที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ เกิดที่เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา เติบโตในครอบครัวศิลปิน ในที่สุดก็ได้เรียนเปียโนและเป็นนักเปียโนที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง เคยแสดงกับวงบอสตันป๊อปออเคสตราหลายครั้ง แสดงกับวงนิวยอร์กฟีลฮาร์โมนิก ในงานที่ระลึก 85 ปี ของ อารอน โคปแลนด์ (Aaron Copland) โดยมี สุบิน เมห์ธา (Zubin Mehta) เป็นคนควบคุมวง และบันทึกเสียงการเล่นเปียโนไว้จำนวนมาก (หาฟังได้จากยูทูบ)

ภาพประกอบในหนังสือชื่อ The Many Lives of Bennett Lerner, Pianist, A Memoir of 72 Years
ภาพประกอบในหนังสือชื่อ The Many Lives of Bennett Lerner, Pianist, A Memoir of 72 Years

วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2533 ดร.เบนเน็ทท์ได้เดินทางมาประเทศไทยครั้งแรก ขณะนั้นอายุ 46 ปี เขาบอกว่า เมื่อได้เข้าไปที่วัดพระแก้วแล้วรู้สึกว่า “ฉันเคยมาอยู่ที่นี่แล้วเมื่อชาติก่อน” ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาก็เทียวไปเทียวมาระหว่างกรุงเทพฯ กับนิวยอร์ก รู้จักคนดนตรีในประเทศไทยเป็นอย่างดี เวลาผ่านไปกว่า 26 ปี ก็ตัดสินใจว่าจะไปอยู่ที่เชียงใหม่ มีลูกศิษย์ที่มหาวิทยาลัยพายัพ มีความสุขที่ได้สอนเปียโน และเล่นเพลงใหม่ๆ ของลูกศิษย์

Advertisement

เนื่องจาก ดร.เบนเน็ทท์ผ่านชีวิตการเป็นฮิปปี้มาก่อน (พ.ศ.2516) เคยทิ้งชีวิตการเป็นนักเปียโนไปเป็นช่างปั้นหม้อ เคยสอนดนตรีเด็กหูหนวก เคยทะเลาะกับครูแล้วไม่เรียนให้จบ เมื่อครูคนนั้นออกไปแล้วจึงไปส่งวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกจบ (พ.ศ.2543) ใช้เวลาเรียน 10 ปี ประกอบกับเป็นคนที่มีความสามารถสูง ทำให้เขาเป็นคนที่ไม่ได้ยึดติดกับอะไรทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจที่จะทำ ทำแล้วมีความสุข สามารถที่จะปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ได้ง่าย

วันนี้ ดร.เบนเน็ทท์ปักหลักอยู่ที่เชียงใหม่ มีสาวก มีลูกศิษย์มากมาย และลูกศิษย์ได้ขยายบทบาททางดนตรีทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติด้วย

เมื่อมีคนเก่งอย่าง ดร.เบนเน็ทท์อยู่ในสังคมไทย ซึ่งเป็นคนเก่งที่สามารถอุทิศตัวเป็นครูสอนเด็กไทยได้ เป็นครูสอนดนตรีที่ทำให้เด็กไทยพัฒนาเป็นคนเก่งได้ พัฒนาคนเก่งของไทยออกไปสู่นานาชาติ ทำให้คนในโลกที่หนึ่ง อย่างยุโรปและอเมริกา ได้รู้จักประเทศไทยด้านดนตรี ยอมรับในความสามารถ และสามารถทำให้ดนตรีของไทยอยู่ในแผนที่โลกได้ ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ทุกวันนี้เด็กไทยที่เรียนดนตรี ซึ่งเป็นคนเก่งของสังคมไทย สามารถที่จะไปแสดงในต่างประเทศได้ สามารถเข้าเรียนต่อด้านดนตรีในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกได้ และมีเด็กไทยหลายคนที่ได้รับทุนการศึกษาจากสถาบันดนตรีชั้นนำของโลกด้วย

เมื่อวันที่ 17-18 มิถุนายน 2559 วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra) ได้แสดงผลงานของ ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ ลูกศิษย์คนหนึ่งของ ดร.เบนเน็ทท์ ซึ่งได้เขียนบทเพลงเปียโนคอนแชร์โตอุทิศให้กับ ดร.เบนเน็ทท์ เมื่อมีอายุครบ 72 ปี โดยให้ คริสโตเฟอร์ แมคคีแกน ขณะนี้กำลังเรียนปริญญาเอกเปียโนอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นลูกศิษย์ของ ดร.เบนเน็ทท์ อีกคนหนึ่ง เป็นคนเล่น ในคืนวันศุกร์นั้น เห็น ดร.เบนเน็ทท์นั่งน้ำตาไหลตลอดเวลาที่ฟังเปียโนคอนแชร์โตด้วยความปีติ

สำหรับวันเสาร์นั้น ค่อยยิ้มแย้มแจ่มใสหน่อย เมื่อได้คุยกันก็ถือโอกาสเชิญ ดร.เบนเน็ทท์แสดงเดี่ยวเปียโนกับวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย ท่านก็ออกตัวว่า ได้ปลดระวางไปแล้ว พยายามที่จะกลับมาฝึกฝีมือใหม่แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะกลับคืนสู่สภาพเดิมได้แค่ไหน ก็ได้เรียนท่านไปว่า ดนตรีคงไม่สามารถปลดระวางไปจากจิตใจท่านได้ ซึ่งยังมีบทเปียโนคอนแชร์โตเหลืออีก 1 บท ที่ ดร.เบนเน็ทท์ยังไม่เคยเล่นมาก่อน คือ ผลงานของราเวล (Ravel Piano Concerto)

ตั้งเป้าไว้ว่า เปิดฤดูกาลที่ 13 ของวงทีพีโอ เดือนพฤศจิกายน 2560 ก็จะมีดาราที่ชื่อ ดร.เบนเน็ทท์ เลอร์เนอร์ เป็นนักเดี่ยวเปียโน ที่หอประชุมมหิดลสิทธาคาร

วันนี้โฉมหน้าดนตรีของไทยเปลี่ยนไป เด็กไทยมีศักยภาพสูงขึ้นมาก มีเด็กไทยที่มีฝีมือในระดับนานาชาติจำนวนมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะมีคนไทยหัวดำๆ นั่งเล่นดนตรีในวงซิมโฟนีเอกของโลกได้ มีคอนดักเตอร์ที่อยู่ในชั้นแนวหน้าของโลก มีนักเดี่ยวเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ เพื่อบอกความน่าเชื่อถือของประเทศ มีนักประพันธ์เพลงชาวไทยที่อยู่ในระดับโลก แค่นี้ประเทศก็จะเจริญขึ้นด้วย ขณะเดียวกันก็สามารถทำให้พวกที่ขี้โม้ทั้งหลาย ที่คอยหลอกเพื่อทำมาหากินในสังคมพลอยหมดความน่าเชื่อถือลงไปด้วย เพราะเมื่อมีของจริงมากขึ้น ของปลอมก็จะวิ่งออกทางหน้าต่างไปเอง ซึ่งผู้ฟังจะเป็นผู้ตัดสินว่า อะไรเป็นของจริง อะไรเป็นของปลอม

ฝรั่งชอบเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองที่สวยงามของไทย เป็นเมืองที่มีวัฒนธรรม เป็นเมืองที่มีบรรยากาศที่ดี มีอากาศดี มีสิ่งแวดล้อม ผู้คน วัฒนธรรม และธรรมชาติที่ดี ชาวต่างชาติชอบที่จะไปอยู่เชียงใหม่ พบว่านักดนตรีคนเก่งของโลกหลายคนหลงใหลและมาอาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ เพียงแต่เจ้าเมืองเชียงใหม่ไม่พัฒนาเชียงใหม่ให้ทันกับความต้องการของสังคม ไม่พัฒนากายภาพของเชียงใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการ อาทิ รถไฟฟ้ารอบเมือง จะเป็นรถใต้ดินหรือบนดินก็ได้ สร้างความสะดวกเพื่อทำให้เชียงใหม่น่าอยู่มากขึ้น เชียงใหม่ควรมีมิวเซียมที่ทันสมัย ควรมีหอศิลป์ มีหอแสดงดนตรี เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว และมีพื้นที่ทางวัฒนธรรมเชียงใหม่ด้วย

ดร.เบนเน็ทท์ เลอร์เนอร์ เป็นตัวอย่างของครูเก่งสร้างนักเรียนให้เก่งได้ และเป็นรูปธรรมที่เห็นได้ชัดเจน