คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดเวทีชี้แจงรัฐธรรมนูญพร้อมเชิญชวนให้ไปลงประชามติ ที่กรุงเทพฯ นครศรีธรรมราช และเชียงใหม่ จะเปิดครั้งต่อไปวันที่ 25 มิถุนายนนี้ ที่นครราชสีมา
แต่ละครั้งมีตัวแทน กรรมการยกร่าง คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติกับกรรมการการเลือกตั้ง ร่วมกันทำความเข้าใจถึงเนื้อหาและเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญ
เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเวทีซักถาม ข้อวิตกสงสัยต่างๆ ในทุกประเด็น รวมถึงข้อเสนอของฝ่ายที่ต้องการให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ซึ่งได้รับคำตอบจาก ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี อย่างชัดเจนตรงไปตรงมา ถ้ารอให้การปฏิรูปเสร็จก่อนถึงมีการเลือกตั้ง คงต้องรอถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน เพราะการปฏิรูปแต่ละเรื่องใช้เวลานาน ฉะนั้นขอเพียงเริ่มต้นให้ได้ก่อนเสียตอนนี้ ก็น่าจะไปได้
ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง ครู ก. ครู ข. ครู ค. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุข ครูอาชีพฯ ได้รับการอบรมให้ช่วยกันคนละไม้ละมือ ชี้แจงทำความเข้าใจกับประขาชน
กลไกรัฐระดมกันเต็มที่ หลักใหญ่ใจความประกาศว่า เพื่อให้คนที่ยังไม่เข้าใจ ยังไม่ได้อ่าน มีข้อสงสัย ได้รับคำตอบที่ถูกต้อง จะได้ไม่หลงเชื่อการบิดเบือน และพากันไปลงประชามติก็ตาม
แต่สภาพความเป็นจริงในระดับหมู่บ้าน ชุมชนหลายแห่ง เจ้าภาพใหญ่สอดส่องดูแลไม่ทั่วถึง สาระที่ถ่ายทอดออกมาสะท้อนความต้องการเบื้องลึกอยากให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติ เพียงแต่ไม่พูดออกมาตรงๆ โจ๋งครึ่มเท่านั้น
ขณะที่การเคลื่อนไหวของฝ่ายคัดค้าน ถูกจำกัดกรอบ ด้วยกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติต่างๆ ส่งผลให้บรรยากาศการลงประชามติเป็นไปด้วยความกดดัน ขัดแย้ง ต่างจากการลงประชามติในนานาอารยประเทศ
ปฏิเสธยากว่าสาเหตุเพราะการปิดกั้นการแสดงออกของฝ่ายเห็นต่าง ซึ่งดำเนินต่อเนื่องเรื่อยมานับแต่เหตุการณ์รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงประเด็นร่างรัฐธรรมนูญ
ถึงแม้คณะผู้จัดเวทีจะพยายามมุ่งเน้นทำความเข้าใจ ตอบข้อสงสัยและเชิญชวนก็ตาม แต่สาระเน้นไปในทางชี้ถึงข้อดีเป็นหลัก ขณะที่ฝ่ายเห็นต่างเน้น ชี้ถึงข้อด้อย จุดอ่อน
บรรยากาศจึงกดดันด้วยกันทั้งสองฝ่าย ต่างฝ่ายต่างกลัว ฝ่ายหนึ่งกลัวจะไม่ผ่าน อีกฝ่ายหนึ่งกลัวว่าผ่านแล้วจะต้องทนกับกฎเกณฑ์กติกาถอยหลังเข้าคลองต่อไปอีกหลายปี แต่ถ้าไม่ผ่าน ไม่รู้อนาคตจะต้องเจอกับอะไรที่หนักข้อยิ่งกว่า
หนทางแก้ปัญหาและลดบรรยากาศแห่งความกลัวที่ควรทำก็คือ การชี้แจงแทนที่จะมุ่งกล่าวถึงแต่ข้อดี ข้อเด่นของร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงเป็นสำคัญ ต้องเปิดช่องให้ฝ่ายเห็นต่างและหักล้างข้อโต้แย้งเกี่ยวกับข้อด้อยของรัฐธรรรมนูญให้ได้
ชี้แจงทั้งสองด้าน และรอบด้านว่างั้นเถอะ
การเปิดเวทีควรถ่ายทอดสดให้ผู้คนทั้งประเทศได้เห็น ได้ยิน ได้ฟังทุกครั้งตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้ชมที่อยู่ในภาคอื่นๆ ได้ฟังทั้งสองฝ่าย ทั้งสนับสนุน ทั้งคัดค้าน เพื่อสร้างบรรยากาศสร้างสรรค์ เปิดกว้าง ลดความกดดันของทุกฝ่ายลง
การถ่ายทอดสดจะช่วยกระตุ้นจิตสำนึกให้ไปลงประชามติกันเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้วัฒนธรรมการลงประชามติของสังคมไทยในอนาคตพัฒนายิ่งขึ้น
ประชามติเป็นเครื่องมือตัดสินความเห็นต่าง ความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ ผลออกมาอย่างไรต่างยอมรับ และอยู่ร่วมกันต่อไปได้ ภายใต้ความแตกต่าง หลากหลาย
การลงมติครั้งนี้ผลจะออกมาอย่างไรยังคาดเดาได้ยาก แต่สิ่งที่ชวนคิด จากคำปาฐกถาของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดหัวข้อ “ความสำคัญของสิทธิเสรีภาพ นิติธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในรัฐธรรมนูญ” ในงานรำลึก 24 ปี พฤษภาประชาธรรม 2535 วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม 2559
ตอนหนึ่งกล่าวว่า “การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญในปัจจุบันอาจจะลืมคุณูปการของเหตุการณ์พฤษภาคม ปี 35 สิทธิหลักสามเรื่องที่เป็นหัวใจในการร่างรัฐธรรมนูญ คือ 1.สิทธิของประชาชนในการเลือกผู้บริหารของตนเอง ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดเหมือนย้อนกลับไปก่อนปีเหตุการณ์พฤษภา 35
2.สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงทรัพยากรของตนเองล้วนแล้วมีการถดถอยทั้งสิ้น ประหนึ่งเหมือนเราจะต้องย้อนกลับไปว่าประชาชนต้องเสียสละ การใช้สิทธิเสรีภาพเป็นอุปสรรคของการพัฒนา และให้ข้าราชการเป็นผู้ชี้ หากเป็นเช่นนี้เป็นการถดถอยต่อสิ่งที่ประชาชนต่อสู้มา 3.ประชาชนสามารถใช้สิทธิเสรีภาพได้อย่างไม่ถูกข่มขู่ ไม่ถูกคุกคาม หรือถูกกระทำ ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำคือต้องสานต่อเจตนารมณ์และต่อยอดจากสิ่งที่สู้มาในปี 2535
ข้อเรียกร้องส่วนตัวคือ 1.ประเทศจะต้องไม่กลับไปใช้รัฐธรรมนูญที่มีความถดถอยด้านสิทธิเสรีภาพ มากกว่าปี 2535 เรามากันไกลแล้วและไม่มีเหตุผลที่จะต้องย้อนกลับไป แต่เราจะต้องทำให้ผู้มีอำนาจรู้ว่าประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ แม้ว่าจะมองว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นการทำให้ข้าราชการยุ่งยาก แต่นั่นคือการเป็นเจ้าของประเทศของประชาชน
ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลที่จะจัดทำประชามติ หากประชาชนไม่มีสิทธิในการแสดงความเห็นและการรณรงค์ได้ และหากการแสดงความคิดเห็นจะต้องอยู่ในภาวะไม่แน่นอน หวาดกลัว การทำประชามติจะไม่บรรลุวัตถุประสงค์และสูญเปล่า
ครับ ผมเอามาบันทึกไว้อีกครั้ง เพื่อเป็นข้อคิด เตือนใจให้พิจารณา และติดตามว่าร่างรัฐธรรมนูญจะมีชะตากรรมอย่างไร ในวันที่ 7 สิงหาคมที่จะถึงนี้

