นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมการขยายตัวของสินเชื่อในช่วงไตรมาสที่ 2 ยังขยายตัวได้ โดยกลุ่มที่สินเชื่อยังขยายตัวได้ คือสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) สินเชื่อบ้าน เพราะมีมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ผ่านการลดค่าโอนและค่าจดจำนอง อย่างไรก็ดี ช่วงที่เหลือของปีสินเชื่อที่อยู่อาศัยอาจจะชะลอตัวลงไปได้ เพราะมีการเร่งการขอสินเชื่อไปแล้ว ขณะที่ผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้ยังขยายตัวเช่นกัน โดยสัดส่วนรายได้ที่ยังขยายตัวได้ดีมาจากรายได้ค่าธรรมเนียม(ค่าฟี) อาทิ การขายประกันผ่านช่องทางธนาคาร(แบงก์แอชชัวรันส์) การขายกองทุน บัตรเครดิต บัตรเดบิต และการจ่ายค่าสาธารณูปโภคต่างๆ เป็นต้น คิดเป็นสัดส่วน 40% ส่วนอีก 60% เป็นรายได้จากดอกเบี้ย
อย่างไรก็ดี ขณะนี้มีการเปลี่ยนผ่านไปใช้ระบบชำระเงินเล็กทรอนิกส์(อีเพย์เมนต์) และการพัฒนาเทคโนโลยีการเงิน(ฟินเทค) ที่มีมากขึ้น ทำให้ธนาคารต้องปรับตัวมากขึ้น เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อรายได้ธนาคาร แต่มองเป็นผลกระทบระยะยาว ทั้งนี้ การโอนเงินผ่านบริการพร้อมเพย์จะกระทบต่อรายได้ธนาคารหรือไม่นั้น รายได้ค่าฟีที่ลดลงเป็นในส่วนธุรกรรมผ่านมือถือและอินเตอร์เน็ต แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ยังใช้บริการผ่านเอทีเอ็มและสาขา ซึ่งทำให้ธนาคารยังมีรายได้เข้ามา แต่ต่อไปขึ้นกับพฤติกรรมผู้บริโภคว่าจะเลือกใช้อย่างไร ทั้งนี้ ธนาคารยังได้มีการลดค่าใช้จ่ายการบริการจัดการเพื่อลดต้นทุนและมีการย้ายสาขาและการติดตั้งตู้เอทีเอ็มให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้นด้วย
“สินเชื่อปีนี้ยังขยายตัว แต่ยอมรับว่าค่อนข้างเหนื่อย ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทั้งยังต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจจีนและภัยแล้งว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน เพราะอาจจะกระทบต่อความต้องการสินเชื่อได้ ซึ่งธนาคารยังคงเป้าหมายการขยายตัวของสินเชื่อทั้งปีที่ 6-7%”
นางสาวขัตติยา กล่าวว่า ส่วนแนวโน้มสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่อัตราการเพิ่มขึ้นชะลอลง ช่วงไตรมาสแรกอยู่ที่ 2.8% ซึ่งทั้งปีธนาคารจะดูแลเอ็นพีแอลไม่ให้เกิน 3.5-3.6% ทั้งนี้ สัดส่วนการตั้งสำรองหนี้เสียของธนาคารอยู่ในระดับสูงที่ 130%

