สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่า ชาวสหราชอาณาจักร (ยูเค) หรือที่เรียกรวมๆ กันติดปากว่าอังกฤษหลายล้านคน เริ่มต้นไปออกเสียงในการลงประชามติที่ทั้งขมขื่นและสูสีคู่คี่ซึ่งอาจเป็นการยุติความเป็นสมาชิกภาพในสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ และจุดชนวนให้เกิดภาวะฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดของกลุ่มที่มีสมาชิก 28 ชาติในรอบ 60 ปี โดยมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ 46.5 ล้านคน ลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิในการตัดสินอนาคตของอังกฤษในอียูที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะสร้างสันติภาพอย่างถาวรในยุโรป หลังจากทวีปนี้ผ่านการนองเลือดจากสงครามโลกมาถึง 2 ครั้ง

คำถามในการลงประชามติที่ในชั่วอายุคนหนึ่งอาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวถามว่า “สหราชอาณาจักรควรจะอยู่เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปหรือออกจากสหภาพยุโรป?” ซึ่งผู้มีสิทธิออกเสียงแต่ละคนมีทางเลือกในการทำเครื่องหมายกากบาทลงใน 1 ใน 2 ตัวเลือกดังต่อไปนี้ คือ ยังคงอยู่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรือออกจากสหภาพยุโรป ที่เรียกกันว่า “เบร็กซิท”

ในขณะที่ผู้มีสิทธิออกเสียงต้องฝ่าฝนที่โปรยปรายลงมาในกรุงลอนดอนเพื่อไปลงประชามติที่เปิดคูหาตั้งแต่เวลา 07.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับ 13.00 น.ในไทย) ตลาดการเงินทั่วโลกต่างวิตกกังวลกับผลการลงประชามติ และจากการที่ไม่อนุญาตให้มีการทำผลสำรวจความคิดเห็นหน้าคูหาเลือกตั้งหรือเอ็กซิทโพล ทำให้คาดว่าจะทราบผลการนับคะแนนในช่วงแรกอย่างเร็วที่สุดในเวลา 04.00 น.ของวันที่ 24 มิถุนายนตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับ 10.00 น.วันเดียวกันในไทย)

และในช่วงเย็นวันที่ 22 มิถุนายน โพลสำรวจความคิดเห็น 2 ชิ้นที่จัดทำผ่านทางอินเตอร์เน็ตพบว่าฝั่ง “ลีฟ” หรือเบร็กซิทมีคะแนนนำอยู่ราว 1-2 จุดซึ่งอยู่ในขอบเขตของค่าความคลาดเคลื่อนตามหลักการทางสถิติ อย่างไรก็ตามในการสำรวจความคิดเห็นทางโทรศัพท์ของคอมเรส ร่วมกับเดลีเมล์และไอทีวีนิวส์พบว่า ฝั่ง “รีเมน” หรืออยู่ต่อมีคะแนนนำฝั่ง “ลีฟ” อยู่ค่อนข้างห่างที่ 48 ต่อ 42 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ส่วนที่เหลือยังไม่ตัดสินใจ

ด้านสถาบันการเงินหลายแห่งได้เตรียมพร้อมคณะทำงานไว้รับมือกับการซื้อขายที่ไม่สามารถควบคุมได้ที่คาดว่าอาจเกิดขึ้นตลอดทั้งวัน ขณะที่บรรดาธนาคารกลางชั้นนำของโลกระบุว่าได้เตรียมพร้อมรับมือกับความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นทุกรูปแบบไว้แล้ว

การรณรงค์หาเสียงที่บ่อยครั้งดุเด็ดเผ็ดร้อนและกระชากอารมณ์ได้เปิดเผยให้เห็นถึงความกล้ำกลืนในหมู่ชาวอังกฤษในเรื่องความเป็นสมาชิกภาพของอียู โดยหนังสือพิมพ์ชั้นนำของอังกฤษฉบับวันที่ 23 มิถุนายนได้นำเสนอความดราม่าของวันลงคะแนน อาทิ “เดอะ ซัน” ที่สนับสนุนเบร็กซิทพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งว่า “วันประกาศอิสรภาพ” ขณะที่ “เดอะ ไทม์ส” พาดหัวข่าวหน้า 1 ว่า “วันแห่งการตัดสิน”

นายบอริส จอห์นสัน อดีตนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน หนึ่งในแกนนำฝั่งเบร็กซิทที่หลายๆ คนมองว่ามีสิทธิก้าวถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในอนาคต ยืนยันในการหาเสียงครั้งสุดท้ายเมื่อคืนวันที่ 22 มิถุนายนว่าฝั่ง “ลีฟ” อยู่บนเส้นทางที่ใกล้จะได้รับชัยชนะ ด้านนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ที่วางเดิมพันอนาคตทางการเมืองกับการลงประชามติครั้งนี้ วิงวอนต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนอยู่ในอียูต่อไปในการหาเสียงครั้งสุดท้ายที่เมืองเบอร์มิงแฮมในคืนวันเดียวกัน

บรรดาผู้นำชาติอียู เตือนชาวอังกฤษว่า จะไม่มีการหันหลังกลับมาหากลงมติว่าจะออก โดยนายฌอง โคล้ด ยุงเคอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าววันเดียวกันว่า “ออกคือออก” และปฏิเสธการเจรจาใดๆ ก็ตามในเรื่องการเข้าเป็นสมาชิกภาพใหม่ของอังกฤษหลังการลงประชามติ ด้านประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลลองด์ของฝรั่งเศส เตือนเช่นกันว่า การออกไปแล้ว “ไม่สามารถย้อนกลับมาได้”

ข่าวระบุว่า การลงมติออกจากอียูของอังกฤษจะทำให้เกิดกระบวนการเจรจาอย่างยาวนานในการยุติความเป็นสมาชิก นำไปสู่การสูญเสียช่องทางการเข้าสู่ตลาดของคู่ค้าของอียู และทำให้อังกฤษต้องเจรจาข้อตกลงทางการค้าของตนเองกับคู่ค้าทั่วโลกใหม่
การลงประชามติ ได้จุดชนวนให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดผลกระทบแบบ “โดมิโนเอฟเฟคต์” หรือผลกระทบแบบโดมิโน ที่จะส่งผลให้เกิดความต้องการจัดการลงประชามติออกจากการเป็นสมาชิกอียูของประเทศอื่นตามมา ส่งผลกระทบต่อความเป็นเอกภาพของกลุ่มที่เผชิญกับวิกฤตยูโรโซนและผู้อพยพอยู่แล้ว ทำให้ผู้นำอียูเรียกประชุมฉุกเฉินเป็นเวลา 2 วันระหว่างวันที่ 28-29 มิถุนายนนี้ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพื่อรับมือกับผลการลงประชามติที่ออกมาและหารือว่าจะตัดสินใจรับมือกับเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้ในอนาคตอย่างไร

