ทันทีที่ นางออง ซาน ซูจี นำคณะตัวแทนรัฐบาลเมียนมา เดินทางมาถึงสุวรรณภูมิ ประเทศไทย โดยเป็นการมาเยือนอย่างเป็นทางการ เป็นแขกของรัฐบาลไทย จากนั้นก็ยกคณะดิ่งไปยังมหาชัย สมุทรสาคร เพื่อพบปะกับแรงงานชาวพม่าในไทย ที่แห่กันมารอต้อนรับอย่างเนืองแน่น
ภาพคนพม่าหลายพันคนโห่ร้องต้อนรับผู้นำหญิงของเขา ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำ ดูเป็นภาพที่น่าปลาบปลื้มจริงๆ
ขณะที่คนไทยบางส่วน ที่มีเลือดรักชาติเข้มข้น ชาตินิยมสุดโต่ง คงรู้สึกแปลกๆ กับบรรยากาศดังกล่าว
เพราะนี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไทย
แต่คนที่มีจิตใจเปิดกว้าง ย่อมรู้สึกว่า ทุกวันนี้แรงงานพม่ามีส่วนสำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประมงของบ้านเรา ทั้งต้องเห็นอกเห็นใจที่แรงงานนับล้านคนจากเพื่อนบ้าน ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน มาทำงานในบ้านเรา
และทุกวันนี้ผู้ประกอบการด้านประมงแทบจะขาดแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ไม่ได้เสียแล้ว
ดังนั้น มีแต่ต้องดีใจไปกับเขาด้วย เมื่อผู้นำหญิงที่เป็นขวัญใจของคนพม่า อุตส่าห์เดินทางมาพบปะเยี่ยมเยียนถึงในไทย มาถึงมหาชัยกันเลยทีเดียว
ความจริงของประเทศไทยในวันนี้ ต้องยอมรับว่า เราต้องอยู่ร่วมกันและอาศัยพึ่งพากันกับแรงงานต่างด้าว
โดยเฉพาะชาวเมียนมาและชาวกัมพูชา คือแรงงานหลักของอุตสาหกรรมแทบทุกชนิดในไทยเราไปแล้ว
หากจำกันได้เหตุการณ์หลังการยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 จู่ๆ ก็เกิดข่าวลืออันทำให้แรงงานกัมพูชาจำนวนมหาศาลแตกตื่นหลั่งไหลออกจากไทยเราข้ามแดนกลับไปยังกัมพูชา
ผู้ประกอบการโรงงานต่างๆ ของไทยเราระส่ำระสายไปตามๆกัน เพราะขาดแรงงานส่วนใหญ่ไปทันที จากนั้นรัฐบาลไทยและกัมพูชาต้องรีบพูดคุยหาทางแก้ไขปัญหา เพื่อให้ชาวกัมพูชากลับมาทำงานในไทยอย่างเร่งด่วนที่สุด
ไม่งั้นธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยเราแทบต้องหยุดกิจการกันเลยทีเดียว
ทั้งนี้ เพราะแรงงานรับจ้างที่เป็นคนไทยทุกวันนี้เหลืออยู่ไม่มากมายนัก ด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ รวมทั้งน่าตกใจที่คนไทยในวัยแรงงานจำนวนไม่น้อย ต้องระเห็จไปอยู่ในคุกในคดียาเสพติด
คนงานต่างด้าวโดยเฉพาะจากพม่าและกัมพูชา จึงเป็นแรงงานที่ขาดหายไปไม่ได้เป็นอันขาด
ขนาดธุรกิจโทรศัพท์มือถือ 2 เจ้าใหญ่ในไทย ก็อาศัยลูกค้าแรงงานต่างด้าวใช้บริการนับล้านๆ คน
แยกค่ายกันชัดเจนเสียด้วย เพราะเมื่อคนพม่าใช้มือถือค่ายนี้ก็ต้องใช้ด้วยกันทั้งหมด มีโปรโมชั่นรองรับพิเศษ ติดต่อสื่อสารในเครือข่ายเดียวกันได้ราคาถูกพิเศษด้วย
เช่นเดียวกับแรงงานกัมพูชา เมื่อใช้อีกค่าย ทั้งหมดก็ใช้ค่ายเดียวกันด้วยเหตุผลเหมือนกัน
หรือเมื่อครั้งมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ไปนั่งกินดื่มและเชียร์ทีมไทยในร้านอาหาร เผลอพูดจาหยามหมิ่นคู่แข่งที่เป็นชาติเพื่อนบ้านไปหน่อย ก็ต้องรีบสงบปากสงบคำ เพราะหันซ้ายหันขวาก็คนเพื่อนบ้านทั้งนั้นที่ปรุงอาหาร เสิร์ฟอาหารให้คนไทยนั่งกิน
แม้แต่ตามบ้านเรือนจำนวนไม่น้อย คนสวน แม่บ้าน ก็คนต่างด้าวเพื่อนบ้านทั้งสิ้น
นี่คือความเป็นจริงที่คนไทยเราควรยอมรับ เพื่อเลิกทัศนคติหมิ่นแคลนคนเพื่อนบ้าน
ยอมรับความจริง และอยู่ร่วมกันอย่างเป็นมิตร พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอย่างมีความสุขดีที่สุด
อันที่จริงก็ไม่ได้แค่ประเทศไทยเราเท่านั้น แทบทุกสังคมโลกล้วนอยู่กันอย่างปะปนผสมผสาน เคลื่อนไหวไปมา จนเขตประเทศแทบหมดความหมายกันไปแล้ว
นักชาตินิยมจึงเป็นกลุ่มคนที่ใกล้ตกขอบเวทีประวัติศาสตร์เต็มที

