เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 24 มิถุนายน พล.ต.ต.อุทาสิน ฤทธิ์เรืองเดช ผบก.น.7 พ.ต.อ.เอกชัย บุญวิสุทธิ์ รอง ผบก.น.7 พ.ต.อ.ภิญโญ ป้อมสถิต ผกก.สส.บก.น.7 พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ พฤกษ์สุวัฒน์ สว.สส.บก.น.7 ร.ต.ท.สมลักษณ์ แสนสุขทวีทรัพย์ รอง สว.สส.บก.น.7 และเจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.น.7 ร่วมกันจับกุมนายเอกลักษณ์ หรืออู๋ พันธ์ทุมสาร อายุ 31 ปี อาชีพค้าขาย นายแป้ง (นามสมมุติ) อายุ 18 ปี ชาว จ.พิจิตร และนายอิทธิพัทธ์ หรือโอ ผดุงทรง อายุ 32 ปี อาชีพขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ผู้ต้องหาชิงทรัพย์ โดยจับกุมนายเจษฎาได้ที่ซอยจรัญสนิทวงศ์ 37 แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย จับกุมนายเอกลักษณ์ได้ที่ซอยเพชรเกษม 28 แขวงคูหาสวรรค์ เขตภาษีเจริญ และนายอิทธิพัทธ์ได้ที่ซอยสุขสวัสดิ์ 38 แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ

พ.ต.อ.ภิญโญเปิดเผยว่า คนร้ายร่วมกันขี่รถจักรยานยนต์วิ่งราวทรัพย์นายสมพงษ์ เติมศิรินาม อายุ 33 ปี ได้สร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท เหตุเกิดริมถนนกาญจนาภิเษกใกล้ร้านแมคโดนัลด์ แขวงธรรมศาลา เขตทวีวัฒนา ท้องที่ สน.ตลิ่งชัน เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 22 เมษายน นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน เกิดเหตุวิ่งราวทรัพย์นายอิทธิพล คงพระสิษฐพร อายุ 45 ปี อดีตนักยูโดเยาวชนทีมชาติไทย ได้สร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท เหตุเกิดบริเวณหน้าซอยวัดพระเงิน ต.บางแม่นาง อ.บางใหญ่ จ.นนทุบรี ท้องที่ สภ.บางใหญ่ จากการสืบสวนทราบว่าคนร้ายทั้ง 2 คดีเป็นรายเดียวกัน ตั้งชื่อในเฟซบุ๊กตามชื่อเล่นแล้วลงท้ายด้วย “ไม่มีฟอร์ม” จึงจับกุมนายเจษฎาได้ ก่อนขยายผลตามจับผู้ต้องหาที่เหลือได้ในที่สุด ตรวจสอบประวัติพบว่านายเอกลักษณ์ข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ท้องที่ สน.บางกอกใหญ่ ส่วนนายเจษฎามีหมายจับคดีร่วมกันฆ่าและครอบครองยาเสพติดเพื่อเสพ ท้องที่ สน.ลาดพร้าว ขณะที่นายอิทธิพัทธ์ มีประวัติร่วมกันวิ่งราวทรัพย์ปี 2546

สอบสวนนายแป้ง รับว่าไม่ได้ทำงานอะไร ร่วมกับนายเอกลักษณ์และนายอิทธิพัทธ์ขี่รถจักรยานยนต์ตระเวนก่อเหตุวิ่งราวทรัพย์หลายพื้นที่กว่า 20 ครั้ง อาทิ ย่านบางใหญ่ ตลิ่งชัน กาญจนาภิเษก เพชรเกษม เลือกเหยื่อที่ใส่สร้อยคอทองคำเส้นใหญ่ริมถนนและคนที่มาซื้อต้นไม้ริมทาง ตนเป็นคนลงมือกระชากสร้อย นายเอกลักษณ์เป็นคนขี่รถจักรยานยนต์ ส่วนนายอิทธิพัทธ์คอยสกัดผู้เสียหายไม่ให้ติดตามหลังก่อเหตุ เมื่อตนกระชากสร้อยทองคำได้แล้ว นายอิทธิพัทธ์ทำทีเป็นพลเมืองดี เข้าไปคุยกับผู้เสียหาย ก่อนอาสาว่าจะตามดูทะเบียนจักรยานยนต์ที่กระชากสร้อยให้ ทำให้คนร้ายหลบหนีได้ง่าย นำทรัพย์สินไปขายโรงรับจำนำแล้วเอาเงินมาแบ่งกัน ตนนำเงินไปซื้อทอง กินอยู่และเที่ยวเตร่ นายเอกลักษณ์ให้เงินภรรยาทั้งหมด ส่วนนายอิทธิพัทธ์นำเงินไปแต่งรถ

ต่อมา เวลา 13.45 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ตลิ่งชัน และฝ่ายสืบสวน กก.สส.บก.น.7 นำตัวนายเอกลักษณ์และนายแป้งไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพบริเวณริมถนนกาญจนาภิเษก ใกล้กับร้านแมคโดนัลด์ แขวงธรรมศาลา เขตทวีวัฒนา โดยผู้ต้องหาทั้งสองชี้จุดที่นายเอกลักษณ์ขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าคลิกสีขาวไม่ติดทะเบียน มีนายแป้งนั่งซ้อนท้าย ย้อนศรทิศทางจากถนนบรมราชชนนี จนพบผู้เสียหายที่มาซื้อส้มตำกำลังขึ้นรถยนต์ โดยนายเอกลักษณ์ขี่รถเบียดประตูรถยนต์ ก่อนที่นายแป้งจะกระชากสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาทแล้วหลบหนีไป

