‘เรืองไกร’จ่อร้อง อสส.ตรวจการขอหมายค้นของ’ดีเอสไอ’คดีธรรมกาย 27 มิ.ย.นี้
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า หลังจากยื่นหนังสือให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบการขอออกหมายค้นของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไปเมื่อเช้าวันที่ 20 มิถุนายนแล้วนั้น ปรากฏว่าในเย็นวันเดียวกันดีเอสไอได้แถลงข่าวชี้แจงประเด็นดังกล่าวออกมา โดยยอมรับว่าได้ส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการแล้วตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน แต่ก็ยังเห็นว่าการขอให้ออกหมายค้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนนั้น สามารถทำได้ต่อไป อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจการสอบสวนของดีเอสไอกับอำนาจของพนักงานอัยการที่จะดำเนินการต่อไปหลังจากรับสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นควรสั่งฟ้อง ซึ่งมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาและความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีการองรับอยู่แล้ว แต่เมื่อดีเอสไอยังโต้แย้งออกมาจึงจำเป็นต้องนำเรื่องนี้ร้องต่ออัยการสูงสุดให้พิจารณาอีกทางหนึ่งด้วย โดยคราวนี้จะนำความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา 2 เรื่อง คือ เรื่องเสร็จที่ 415/2548 ที่ระบุไว้ว่าเมื่อดีเอสไอส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.แล้ว ดีเอสไอไม่อาจดำเนินการสอบสวนในระหว่างที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังมิได้มีมติในเรื่องนั้นได้ และเรื่องเสร็จที่ 944/2547 ที่ระบุไว้ว่า ดีเอสไอมีอำนาจสอบสวนในคดีที่อยู่ในระหว่างการสอบสวน หรือสอบสวนเสร็จแต่พนักงานสอบสวนยังไม่ได้ส่งสำนวนการสอบสวนมาให้พนักงานอัยการ
นายเรืองไกรกล่าวต่อว่า ดีเอสไอต้องรู้หรือควรรู้เกี่ยวกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา 2 เรื่องดังกล่าว เพราะดีเอสไอเป็นผู้ขอหารือเอง ดังนั้น ที่ดีเอสไอขอหมายค้นหลังจากที่ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการแล้ว นอกจากจะเข้าข่ายขัดต่อระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 ข้อ 66 แล้ว ยังอาจขัดต่อข้อ 32 ด้วย ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ต้องหาว่า หากผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนีหรือจะเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน รัฐก็ไม่ควรที่จะเอาตัวผู้ต้องหามาไว้ในอำนาจรัฐ
นอกจากนึ้ขอตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าคดีนี้ยังมีกระแสข่าวเกิดขึ้นหลังจากการยื่นสำนวนสอบสวนต่อพนักงานอัยการเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน แล้ว โดยมีข้อความข่าวที่ส่อเจตนาที่จะไม่รอให้การทำงานของพนักงานอัยการเป็นไปโดยอิสระและยุติธรรม และไม่ได้รอให้ผลคดีถึงที่สุดก่อน แต่มีเพียงเป้าประสงค์ต่อผู้ต้องหาเฉพาะราย คือ หลวงพ่อธัมมชโย ดังข้อความที่ลงข่าวไว้ในจำนวน 3 ข่าวว่า “จับได้ถูกจับสึก” หรือ “ถ้ายังดื้ออาจถูกจับสึก” หรือ “หากโดนรวบต้องสึก”
“กรณีที่ดีเอสไอยังจะดำเนินการเพื่อขอหมายค้นต่อไป หรือจะทำการสอบสวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีเพิ่มเติมนั้น การกระทำดังกล่าว อาจจะมีผลต่อการทำงานของพนักงานอัยการตามมาด้วย จึงจำเป็นต้องร้องให้อัยการสูงสุดได้ทราบและทำการตรวจสอบขั้นตอนการขอออกหมายค้นของดีเอสไอ และการสอบสวนข้อเท็จจริงในคดีเพิ่มเติมว่า กรณีดังกล่าวจะเป็นการก้าวก่ายแทรกแซงอำนาจพนักงานอัยการที่ขัดต่อระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 ข้อ 32 และข้อ 66 หรือไม่ โดยจะยื่นคำร้อง ในเช้าวันจันทร์ที่ 27 มิถุนายนนี้” นานเรืองไกรระบุ

