หน้าแรก Uncategorized ตามไปดู&#8230...

ตามไปดู…”กรมศิลป์”ล่องใต้ ท่องแหล่งโบราณคดีรากเหง้าไทย

26.06.16 | 13:41 น.

หากย้อนกลับไปในช่วงพุทธศตวรรษที่ 3-5 หรือราวกว่า 2,000 ปีล่วงมาแล้ว ยุคนั้นเป็นยุคทองของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในประเทศอินเดีย ซึ่งห้วงเวลาดังกล่าว อินเดียต้องการทองเป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปหุ้มยอดเทวาลัย จนทำให้แหล่งขุดทองในอินเดียไม่เพียงพอ ดังนั้นกษัตริย์ของอินเดียจึงได้ส่งคนไปกว้านซื้อทองในดินแดนต่างๆ รวมถึงดินแดนสุวรรณภูมิ โดยทางเรือ ขึ้นตรงจุดเขาสามแก้ว จ.ชุมพร และแถบชายฝั่ง อ.สุขสำราญ จ.ระนอง จนถึง อ.คลองท่อม จ.กระบี่ และนี่คือจุดเริ่มต้นของแหล่งโบราณคดี ที่ทิ้งร่องรอยให้ปะติดปะต่อที่พอจะเป็นหลักฐานยืนยันแสดงให้เห็นว่าอิทธิพลของศาสนาต่างๆ รวมถึงพระพุทธศาสนาได้คืบคลานเข้ามาสู่แดนสุวรรณภูมิในยุคนั้น…

วัดพระมหาธาตวรวิหาร

ความน่าสนใจดังกล่าว เป็นสาเหตุสำคัญ ให้ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จัด โครงการเผยแผ่มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ และนำคณะสื่อสารมวลชนลงพื้นที่ ศึกษาดูงานแหล่งโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ในพื้นที่ จ.พัทลุง นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี

เริ่มจาก วนอุทยานชัยบุรี จ.พัทลุง ซึ่งสันนิษฐานว่าช่วงพุทธศตวรรษที่ 21-24 หรือราว 400 ปีมาแล้วเมืองโบราณชัยบุรีเคยเป็นศูนย์กลางของเมืองพัทลุง เนื่องจากมีชัยภูมิที่ดีในการป้องกัน ผังเมืองมีลักษณะเป็นป้อมปราการทางธรรมชาติ โดยสร้างกำแพงล้อมรอบตัวเมืองรอบเขา 3 ลูกคือ เขาชัยบุรี เขาพลู และ เขาบ่อลา

1

Advertisement

ตามหลักฐานทางด้านโบราณคดีนอกจากจะพบกำแพงเมืองแล้ว ยังพบหลักฐานทางด้านโบราณคดีอื่นๆ อาทิ วังเก่า-วังใหม่ของเจ้าเมืองพัทลุง ตั้งตระหง่านอยู่กลางตัวจังหวัด เจ้าของวังคือพระยาอภัยบริรักษ์ (น้อย) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองพัทลุงระหว่างปี พ.ศ.2412-2431 เมื่อท่านถึงแก่อนิจกรรม วังเก่าจึงตกเป็นมรดกของบุตรชายท่านคือหลวงศรีวรวัตร (พิณ จันทโรจวงศ์) ด้านหลังวังเก่า ยังมีวังใหม่ของเจ้าพระยาอภัยบริรักษ์ (เนตร) ซึ่งเป็นผู้สร้างวังใหม่ ในบริเวณริมคลองจำปา จะเห็นเรือเก่าขนาดใหญ่จอดร้างอยู่ริมคลอง ซึ่งเดิมเป็น ?เรือพัทลุง? สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) เป็นเรือ 1 ใน 3 ลำที่ใช้ประโยชน์ทางราชการในทะเลสาบ ระหว่างเมืองสงขลาและเมืองพัทลุง และใช้เป็นเรือพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.7) และพระบรมราชินี เมื่อครั้งเสด็จจากวังไกลกังวล จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถึงเมืองสงขลา โดยทางเมืองสงขลาได้ใช้ ?เรือพัทลุง? รับเสด็จจากเรือวลาลัยที่ปากอ่าวสงขลา เสด็จขึ้นฝั่งประทับ ณ ตำบลเขาน้อย ในปีพ.ศ.2505 และยังใช้เป็นเรือพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ครั้งเสด็จฯเยือนเมืองสงขลา โดยเรือพัทลุงมีลักษณะโครงสร้างทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ตัวเรือมีความยาว 13.50 เมตร กว้าง 3.50 เมตร สูง 1.80 เมตร มีเสาสำหรับโครงหลังคาหุ้มด้วยแผ่นทองเหลือง ซึ่งทางกรมศิลปากรเตรียมจัดทำงบประมาณในการอนุรักษ์ เรือพัทลุงแล้ว

201606031021494-20150217164929

โดย นายอาณัติ บำรุงวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 14 นครศรีธรรมราช เล่าถึงการอนุรักษ์เรือพัทลุง ว่า กรมศิลปากรมีแนวทางในการอนุรักษ์เรือพัทลุง โดยในปี 2560 จะบูรณะเรือซ่อมแซมให้สมบูรณ์ เพื่อรักษาให้คงอยู่สภาพเดิมต่อไป นอกจากนี้ในการขุดแต่งโบราณคดีวนอุทยานชัยบุรี ถือเป็นการขุดแต่ง 1 ส่วนใน 100 ส่วนของพื้นที่วนอุทยานชัยบุรี ซึ่งขณะนี้ได้ขุดแต่งถึงบริเวณป้อมเมืองเก่าชัยบุรี ด้วยการค่อยๆ เลาะขุดแต่งกำแพงออกไป ซึ่งคาดว่าแนวกำแพงน่าจะมีป้อมอีกหลายจุด อย่างไรก็ตาม ในการอนุรักษ์ขณะนี้คือ การถางหญ้าไม่ให้รกร้าง รักษาสภาพตามเดิม โดยคาดว่าภายในปี 2560 จะเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้เยาวชน นักศึกษา หรือประชาชนที่สนใจเข้ามาศึกษาประวัติศาสตร์ของวนอุทยานเมืองเก่าชัยบุรี และในอนาคตจะเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของ จ.พัทลุง

นายอาณัติ บำรุงวงศ์ ผอ.สำนักศิลปากรที่14 นครศรีธรรมราช

จากนั้นไปกันต่อที่ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระบรมธาตุเจดีย์ ในตำนานเล่าว่าหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน เมืองต่างๆ ในแว่นแคว้นชมพูทวีปได้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุไปเก็บรักษาเคารพบูชา มีเมืองหนึ่งชื่อเมืองทนธบุรีได้พระทันตธาตุมาเก็บรักษาไว้เช่นกัน แต่ปรากฏมีกษัตริย์จากเมืองอื่นยกทัพมาขอแบ่งพระทันตธาตุ ด้วยเกรงว่าจะรักษาเมืองไว้มิได้จึงได้มอบพระทันตธาตุให้นางเหมชาลาและเจ้าชายทนทกุมาร ซึ่งเป็นพระธิดาและพระโอรสของเจ้าเมืองทนธบุรี นำพระทันตธาตุลงเรือหนีไปลังกา แต่เรือถูกพายุซัดแตก สองพระองค์จึงขึ้นฝั่งที่หาดทรายแก้วแล้วฝังพระทันตธาตุไว้บางส่วน ต่อมาพระเจ้าศรีธรรมโศกราชได้มาพบพระทันตธาตุ จึงโปรดให้สร้างพระบรมธาตุเจดีย์เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ (ปัจจุบันคือพระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร) ซึ่งเชื่อว่าเดิมเป็นเจดีย์ศิลปะศรีวิชัย ต่อมาเจดีย์ทรุดทำให้มีการสร้างเจดีย์ทรงลังกาครอบไว้ มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-15 นอกจากนี้ใต้ฐานพระบรมธาตุเจดีย์มีวิหารทับเกษตร หรือที่ชาวบ้านเรียก ?ระเบียงตีนธาตุ? ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธปางต่างๆ มีธรรมมาสน์ทั้ง 3 ด้าน และมีเศียรช้างล้อมรอบ ซึ่งตามคติของลังกา เชื่อว่าช้างเป็นพาหนะรองรับพระบรมสารีริกธาตุ

สำหรับโบราณสถาน เขาพระนารายณ์ (เขาศรีวิชัย) อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ซึ่งชุมชนโบราณได้ตั้งถิ่นฐานอยู่รอบภูเขาแห่งนี้ โดยก่อสร้างเป็นเทวสถานฮินดูไวษณพนิกาย เพื่อประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์หรือพระวิษณุ มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 อีกทั้งยังพบหลักฐานเทวสถานฮินดูลัทธิไศวนิกายอยู่ด้วย อาทิ พบเนินเทวสถานชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมธรณีประตู และฐานเสา รวมทั้งฐานโยนิและเคยพบศิวลึงค์ศิลา เขาศรีวิชัยแห่งนี้ ในอดีตน่าจะเป็นเมืองหรือรัฐโบราณที่มีกษัตริย์เป็นผู้ปกครอง ซึ่งตามหลักฐานทางโบราณคดีแสดงถึงชนชั้นกษัตริย์ที่มีมาก่อนหน้าพระเจ้ากรุงศรีวิชัยราว 100-200 ปี ปัจจุบันกรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเขาศรีวิชัยเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติและอยู่ระหว่างการขุดแต่งโบราณคดี ส่วนโบราณวัตถุที่พบในบริเวณนี้ ได้แก่ เทวรูปพระวิษณุ พระพิมพ์ดินดิบ ลูกปัด เครื่องประดับ ฯลฯ ส่วนใหญ่จะถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา

กิตติ ชินเจริญธรรม หัวหน้าพช.ไชยา นำคณะสื่อมวลชนชมโบราณวัตถุในพช.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

นายกิตติ ชินเจริญธรรม หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (พช.) ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เล่าว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา ถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ แต่เนื่องจากเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก มาตรการในการรักษาความปลอดภัยอาจจะน้อยกว่าพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ โบราณวัตถุชิ้นสำคัญจึงได้ถูกเก็บรักษาและถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพฯ ดังนั้น ทางกรมศิลปากรจึงมีนโยบาย ปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา โดยเริ่มจากการปรับปรุงนิทรรศการถาวรอย่างเร่งด่วน คาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินงานประมาณ 3 ปี

การเรียนรู้ จากหลักฐาน ร่องรอยทางประวัติศาสตร์โบราณคดีที่ชนรุ่นหลังทิ้งไว้ นับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าลึกซึ้งในความรู้สึก ที่ได้เรียนรู้รากเหง้าความเป็นมาของชนชาติไทยในแต่ละพื้นที่….

เรือพัทลุง

วัดพระมหาธาตวรวิหาร

วัดพระมหาธาตวรวิหาร2