หากย้อนกลับไปในช่วงพุทธศตวรรษที่ 3-5 หรือราวกว่า 2,000 ปีล่วงมาแล้ว ยุคนั้นเป็นยุคทองของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในประเทศอินเดีย ซึ่งห้วงเวลาดังกล่าว อินเดียต้องการทองเป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปหุ้มยอดเทวาลัย จนทำให้แหล่งขุดทองในอินเดียไม่เพียงพอ ดังนั้นกษัตริย์ของอินเดียจึงได้ส่งคนไปกว้านซื้อทองในดินแดนต่างๆ รวมถึงดินแดนสุวรรณภูมิ โดยทางเรือ ขึ้นตรงจุดเขาสามแก้ว จ.ชุมพร และแถบชายฝั่ง อ.สุขสำราญ จ.ระนอง จนถึง อ.คลองท่อม จ.กระบี่ และนี่คือจุดเริ่มต้นของแหล่งโบราณคดี ที่ทิ้งร่องรอยให้ปะติดปะต่อที่พอจะเป็นหลักฐานยืนยันแสดงให้เห็นว่าอิทธิพลของศาสนาต่างๆ รวมถึงพระพุทธศาสนาได้คืบคลานเข้ามาสู่แดนสุวรรณภูมิในยุคนั้น…

ความน่าสนใจดังกล่าว เป็นสาเหตุสำคัญ ให้ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จัด โครงการเผยแผ่มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ และนำคณะสื่อสารมวลชนลงพื้นที่ ศึกษาดูงานแหล่งโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ในพื้นที่ จ.พัทลุง นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี
เริ่มจาก วนอุทยานชัยบุรี จ.พัทลุง ซึ่งสันนิษฐานว่าช่วงพุทธศตวรรษที่ 21-24 หรือราว 400 ปีมาแล้วเมืองโบราณชัยบุรีเคยเป็นศูนย์กลางของเมืองพัทลุง เนื่องจากมีชัยภูมิที่ดีในการป้องกัน ผังเมืองมีลักษณะเป็นป้อมปราการทางธรรมชาติ โดยสร้างกำแพงล้อมรอบตัวเมืองรอบเขา 3 ลูกคือ เขาชัยบุรี เขาพลู และ เขาบ่อลา

ตามหลักฐานทางด้านโบราณคดีนอกจากจะพบกำแพงเมืองแล้ว ยังพบหลักฐานทางด้านโบราณคดีอื่นๆ อาทิ วังเก่า-วังใหม่ของเจ้าเมืองพัทลุง ตั้งตระหง่านอยู่กลางตัวจังหวัด เจ้าของวังคือพระยาอภัยบริรักษ์ (น้อย) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองพัทลุงระหว่างปี พ.ศ.2412-2431 เมื่อท่านถึงแก่อนิจกรรม วังเก่าจึงตกเป็นมรดกของบุตรชายท่านคือหลวงศรีวรวัตร (พิณ จันทโรจวงศ์) ด้านหลังวังเก่า ยังมีวังใหม่ของเจ้าพระยาอภัยบริรักษ์ (เนตร) ซึ่งเป็นผู้สร้างวังใหม่ ในบริเวณริมคลองจำปา จะเห็นเรือเก่าขนาดใหญ่จอดร้างอยู่ริมคลอง ซึ่งเดิมเป็น ?เรือพัทลุง? สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) เป็นเรือ 1 ใน 3 ลำที่ใช้ประโยชน์ทางราชการในทะเลสาบ ระหว่างเมืองสงขลาและเมืองพัทลุง และใช้เป็นเรือพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.7) และพระบรมราชินี เมื่อครั้งเสด็จจากวังไกลกังวล จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถึงเมืองสงขลา โดยทางเมืองสงขลาได้ใช้ ?เรือพัทลุง? รับเสด็จจากเรือวลาลัยที่ปากอ่าวสงขลา เสด็จขึ้นฝั่งประทับ ณ ตำบลเขาน้อย ในปีพ.ศ.2505 และยังใช้เป็นเรือพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ครั้งเสด็จฯเยือนเมืองสงขลา โดยเรือพัทลุงมีลักษณะโครงสร้างทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ตัวเรือมีความยาว 13.50 เมตร กว้าง 3.50 เมตร สูง 1.80 เมตร มีเสาสำหรับโครงหลังคาหุ้มด้วยแผ่นทองเหลือง ซึ่งทางกรมศิลปากรเตรียมจัดทำงบประมาณในการอนุรักษ์ เรือพัทลุงแล้ว

โดย นายอาณัติ บำรุงวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 14 นครศรีธรรมราช เล่าถึงการอนุรักษ์เรือพัทลุง ว่า กรมศิลปากรมีแนวทางในการอนุรักษ์เรือพัทลุง โดยในปี 2560 จะบูรณะเรือซ่อมแซมให้สมบูรณ์ เพื่อรักษาให้คงอยู่สภาพเดิมต่อไป นอกจากนี้ในการขุดแต่งโบราณคดีวนอุทยานชัยบุรี ถือเป็นการขุดแต่ง 1 ส่วนใน 100 ส่วนของพื้นที่วนอุทยานชัยบุรี ซึ่งขณะนี้ได้ขุดแต่งถึงบริเวณป้อมเมืองเก่าชัยบุรี ด้วยการค่อยๆ เลาะขุดแต่งกำแพงออกไป ซึ่งคาดว่าแนวกำแพงน่าจะมีป้อมอีกหลายจุด อย่างไรก็ตาม ในการอนุรักษ์ขณะนี้คือ การถางหญ้าไม่ให้รกร้าง รักษาสภาพตามเดิม โดยคาดว่าภายในปี 2560 จะเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้เยาวชน นักศึกษา หรือประชาชนที่สนใจเข้ามาศึกษาประวัติศาสตร์ของวนอุทยานเมืองเก่าชัยบุรี และในอนาคตจะเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของ จ.พัทลุง

จากนั้นไปกันต่อที่ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระบรมธาตุเจดีย์ ในตำนานเล่าว่าหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน เมืองต่างๆ ในแว่นแคว้นชมพูทวีปได้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุไปเก็บรักษาเคารพบูชา มีเมืองหนึ่งชื่อเมืองทนธบุรีได้พระทันตธาตุมาเก็บรักษาไว้เช่นกัน แต่ปรากฏมีกษัตริย์จากเมืองอื่นยกทัพมาขอแบ่งพระทันตธาตุ ด้วยเกรงว่าจะรักษาเมืองไว้มิได้จึงได้มอบพระทันตธาตุให้นางเหมชาลาและเจ้าชายทนทกุมาร ซึ่งเป็นพระธิดาและพระโอรสของเจ้าเมืองทนธบุรี นำพระทันตธาตุลงเรือหนีไปลังกา แต่เรือถูกพายุซัดแตก สองพระองค์จึงขึ้นฝั่งที่หาดทรายแก้วแล้วฝังพระทันตธาตุไว้บางส่วน ต่อมาพระเจ้าศรีธรรมโศกราชได้มาพบพระทันตธาตุ จึงโปรดให้สร้างพระบรมธาตุเจดีย์เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ (ปัจจุบันคือพระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร) ซึ่งเชื่อว่าเดิมเป็นเจดีย์ศิลปะศรีวิชัย ต่อมาเจดีย์ทรุดทำให้มีการสร้างเจดีย์ทรงลังกาครอบไว้ มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-15 นอกจากนี้ใต้ฐานพระบรมธาตุเจดีย์มีวิหารทับเกษตร หรือที่ชาวบ้านเรียก ?ระเบียงตีนธาตุ? ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธปางต่างๆ มีธรรมมาสน์ทั้ง 3 ด้าน และมีเศียรช้างล้อมรอบ ซึ่งตามคติของลังกา เชื่อว่าช้างเป็นพาหนะรองรับพระบรมสารีริกธาตุ
สำหรับโบราณสถาน เขาพระนารายณ์ (เขาศรีวิชัย) อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ซึ่งชุมชนโบราณได้ตั้งถิ่นฐานอยู่รอบภูเขาแห่งนี้ โดยก่อสร้างเป็นเทวสถานฮินดูไวษณพนิกาย เพื่อประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์หรือพระวิษณุ มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 อีกทั้งยังพบหลักฐานเทวสถานฮินดูลัทธิไศวนิกายอยู่ด้วย อาทิ พบเนินเทวสถานชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมธรณีประตู และฐานเสา รวมทั้งฐานโยนิและเคยพบศิวลึงค์ศิลา เขาศรีวิชัยแห่งนี้ ในอดีตน่าจะเป็นเมืองหรือรัฐโบราณที่มีกษัตริย์เป็นผู้ปกครอง ซึ่งตามหลักฐานทางโบราณคดีแสดงถึงชนชั้นกษัตริย์ที่มีมาก่อนหน้าพระเจ้ากรุงศรีวิชัยราว 100-200 ปี ปัจจุบันกรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเขาศรีวิชัยเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติและอยู่ระหว่างการขุดแต่งโบราณคดี ส่วนโบราณวัตถุที่พบในบริเวณนี้ ได้แก่ เทวรูปพระวิษณุ พระพิมพ์ดินดิบ ลูกปัด เครื่องประดับ ฯลฯ ส่วนใหญ่จะถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา

นายกิตติ ชินเจริญธรรม หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (พช.) ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เล่าว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา ถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรักษาโบราณวัตถุชิ้นสำคัญ แต่เนื่องจากเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก มาตรการในการรักษาความปลอดภัยอาจจะน้อยกว่าพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ โบราณวัตถุชิ้นสำคัญจึงได้ถูกเก็บรักษาและถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพฯ ดังนั้น ทางกรมศิลปากรจึงมีนโยบาย ปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไชยา โดยเริ่มจากการปรับปรุงนิทรรศการถาวรอย่างเร่งด่วน คาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินงานประมาณ 3 ปี
การเรียนรู้ จากหลักฐาน ร่องรอยทางประวัติศาสตร์โบราณคดีที่ชนรุ่นหลังทิ้งไว้ นับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าลึกซึ้งในความรู้สึก ที่ได้เรียนรู้รากเหง้าความเป็นมาของชนชาติไทยในแต่ละพื้นที่….




