ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงการเดินทางโรดโชว์ของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และคณะทั้งภาครัฐและเอกชนว่า ทันทีที่เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง เมื่อช่วงค่ำวันที่ 26 มิถุนายน นายสมคิดและคณะเดินทางไปยังบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) เพื่อผลักดันโครงการดิจิตอลและสมาร์ทซิตี้ของไทย
เอ็มโอยูฉบับนี้มีระยะเวลาดำเนินการร่วมกันเป็นเวลา 3 ปี โดยทั้งสามฝ่ายตกลงกระชับความร่วมมือเพื่อสร้างฐานองค์ความรู้แก่ไทย ตอบสนองต่อความต้องการที่กำลังเพิ่มมากขึ้นในด้านเศรษฐกิจดิจิตอลที่เน้นการเพิ่มคุณค่า นอกจากนี้จะมีการทำวิจัยและพัฒนาร่วมกันในโครงการ “สมาร์ทซิตี้” ที่มีดิจิตอลเป็นตัวขับเคลื่อนทั่วประเทศ โดยจะเริ่มต้นที่กรุงเทพฯ เป็นเมืองแรก รวมไปถึงความร่วมมือในด้านการศึกษาและการทำวิจัยและพัฒนาร่วมกันในด้านต่างๆ อีกด้วย อาทิ การเกษตร สังคมผู้สูงอายุ และการท่องเที่ยว
นายเดวิด ซุน ประธานบริหาร หัวเว่ย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ยินดีที่ได้เป็นพันธมิตรในโครงการใหม่ๆ ของประเทศไทย เพื่อช่วยผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิตอลของภูมิภาค สำหรับขอบเขตความร่วมมือนี้จะรวมถึงการก่อตั้งศูนย์นวัตกรรม ที่จะเน้นจัดตั้งเมืองอัจฉริยะ อินเตอร์เน็ตออฟธิงส์, คลาวด์ คอมพิวติ้ง , ความปลอดภัยสาธารณะ และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมถึงการวิจัยด้านไอซีทีร่วมกัน และฝึกอบรมบุคลากรไทยปีละ 80 คน ความร่วมมืออีกด้านที่มีความสำคัญคือการสนับสนุนและผลักดันให้บริษัทสตาร์ทอัพของไทยมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างไทยกับหัวเว่ย จะเน้น 2 ด้านสำคัญ คือ การช่วยพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่(สตาร์ท อัพ) ของไทย และวิจัยเทคโนโลยี โดยเร็วๆ นี้ หัวเว่ย เตรียมจัดตั้งศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการสตาร์ท อัพ ในไทย ภายใต้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท เพื่อเชื่อมธุรกิจระหว่างกัน ซึ่งไทยจะอำนวยความสะดวกด้านการจัดหาสถานที่แต่ไม่ได้ร่วมลงทุนด้วย อาทิ อาคารตลาดหลักทรัพย์เก่า ข้างศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพราะเดินทางสะดวก หากหัวเว่ยสนใจจะประสานเรื่องการเปิดเช่าพื้นที่อาคารดังกล่าวต่อไป ซึ่งจีนจะนำเครื่องมือ และเจ้าหน้าที่เข้ามาเอง โดยการลงทุนลักษณะนี้จะได้สิทธิประโยชน์หักลดหย่อนภาษีนิติบุคคล 300% จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)
“การลงทุนศูนย์พัฒนาสตาร์ท อัพของหัวเว่ย จะทำให้ไทยมีตึกด้านสตาร์ท อัพ ตึกด้านดิจิตอล เต็มรูปแบบ และช่วยผลักดันให้นโยบายสร้างผู้ประกอบการสตาร์ท อัพ เกิดผลสำเร็จภายใน 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งเอกชนไทยเองต้องให้ความร่วมมือด้วย เพราะรัฐหนุนเต็มที่แล้ว”

