วันที่ 27 มิถุนายน นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Korn Chatikavanij ถึงกรณีสถานการณ์หลังการทำประชามติที่ประเทศอังกฤษ โดยระบุว่า
ความวุ่นวายต่อเนื่องที่สหราชอาณาจักร วันนี้สหราชอาณาจักรยังวุ่นวายสับสนต่อไป (ต้องระวังไม่เรียกว่า ‘อังกฤษ’!) สี่วันผ่านไปหลังการประชามติสะเทือนโลก ความแตกแยกในสหราชอาณาจักรปรากฏชัดมากขึ้นเรื่อยๆ
การลงคะแนนครั้งนี้นอกจากสูสีมากแล้ว (52/48) ยังมีการแบ่งกลุ่มกันชัดเจนระหว่างวัย คนเมือง/ชนบท คนรวย/คนจน คนเหนือ (สก็อต+ไอร์แลนด์เหนือ)/คนใต้ (อังกฤษ/เวลส์)
ส่วนพรรคการเมืองใหญ่ก็แตกแยกภายในกันทั้งคู่ ส่วนพรรคการเมืองที่คุมสภาฯสก็อตแลนด์ก็มีมติเดินหน้าจัดทำประชามติแยกประเทศอีกครั้ง
และล่าสุดมีประชาชนที่ผิดหวังจากผลประชามติกว่า 3 ล้านคนลงชื่อขอให้มีการจัดประชามติรอบสอง (แต่มีการกล่าวหาว่าโกงการลงรายชื่อ) ซึ่งตามกฎหมายจะต้องมีการเสนอญัตติในสภาฯ (เนื่องจากมีการลงรายชื่อกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน)
ถึงแม้ว่าชาวสหราชฯ จะไม่เคยประสบปัญหาที่สลับซับซ้อนเช่นนี้มาก่อน ผมยังมั่นใจว่าทุกอย่างยังจบได้ด้วยดี เพราะประเทศนี้มีหลักประชาธิปไตยที่มั่นคง และสังคมคนอังกฤษมีสัญชาตญาณที่จะหวาดระแวงความคิดหรือการกระทำที่สุดโต่งหรือไม่เป็นกลาง
อย่างไรก็แล้วแต่ วันนี้เริ่มมีคำถามว่ากระบวนการถอนตัวจาก EU จะเริ่มเมื่อไร หรือแม้แต่จะเริ่มจริงหรือไม่ ผู้มีหน้าที่เดินก้าวแรกคือรัฐบาลสหราชฯเองโดยอาศัยมาตรา ๕๐ ในสนธิสัญญาลิสบอน ซึ่งนายกฯ Cameron ได้พูดไว้ชัดว่าผู้ดำเนินการควรเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และไม่น่าจะมีการเลือกนายกฯคนใหม่ก่อนต้นเดือนตุลาคม
ปัญหาคือ 1. การเจรจากับ EU อาจเริ่มต้นไม่ได้จนกว่ามีการเข้าสู่กระบวนการตามมาตรา ๕๐ อย่างเป็นทางการ
2. มีโอกาสสูงมากที่จะมีการยุบสภาฯหลังจากมีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค Conservatives (พรรครัฐบาล)
หากเป็นเช่นนั้นการริเริ่มกระบวนการมาตรา ๕๐ ก็อาจจะต้องล่าช้าไปอีก และผมมั่นใจว่าจะต้องมีพรรคการเมืองอย่างน้อยหนึ่งพรรคที่จะมีนโยบายหาเสียงเลือกตั้งให้มีการทบทวนผลประชามติรวมถึงอาจจะมีนโยบายให้มีการจัดทำประชามติใหม่อีกรอบ (ตัวอย่างวิธีนำเสนอคือเขาจะพูดว่า “ฝ่าย ‘leave’ -รวมถึง Boris Johnson ซึ่งอาจได้เป็นหัวหน้าพรรค Conservatives) ได้หาเสียงโกหกในเรื่องสำคัญในช่วงการทำประชามติ เช่นการพูดว่าจะจัดงบที่จะประหยัดได้จากการเป็นสมาชิก EU มาให้กับการสาธารณสุข ซึ่งวันนี้ทุกคนยอมรับแล้วว่าทำไม่ได้”)
แล้วสมมุติว่าพรรคนั้นได้เป็นรัฐบาล จะเกิดอะไรขึ้น? ผลการเลือกตั้งจะทำให้ต้องมีการจัดทำประชามติอีกครั้งหรือไม่? ผลโดยตรงกับเมืองไทยมีน้อยครับ ถ้าค่าเงินปอนด์ยังตํ่าต่อเนื่องการส่งออกไปอังกฤษอาจน้อยลงและนักท่องเที่ยวอังกฤษก็อาจลดลงด้วย นอกนั้นก็เป็นเรื่องของบทเรียนทางการเมืองว่าระบอบประชาธิปไตยที่เราใช้เป็นแม่แบบนั้น จะมีวิธีแก้ปัญหาระดับนี้กันอย่างไร

