เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 27 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีกล่าวกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ออกมาเผยแพร่ภาพสดผ่านช่องเฟซบุ๊ก มีเนื้อหาในการนำเสนอพูดถึงเรื่องของการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า “ผมเห็นจากข่าว แต่ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วคุณสุเทพจะทำอะไร ซึ่งความจริงผมเคยอธิบายไปแล้วว่าการอธิบายเรื่องร่างรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ แต่อะไรที่ทำผิดตามมาตรา 61 นั้นทำไม่ได้ เพราะตอนผมไปชี้แจงในเวทีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ชี้แจงไป การที่จะบอกใครว่ารับหรือไม่รับนั้นทำได้ แต่จะไปชักชวนกันมาเป็นกลุ่มก้อนจะเข้าข่ายปลุกระดมนั้นก็ผิด ส่วนจะอธิบายว่ามาตรานั้นดีหรือไม่ดี เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนั้นทำได้เพราะมีเสรีภาพ และมาตราใดในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติไม่ได้ห้ามไว้ ตรงกันข้ามในมาตรา 7 และมาตรา 61 ก็ส่งเสริมให้ทำด้วยซ้ำไป”
เมื่อถามว่าหากเป็นการพูดเชียร์อย่างเดียวจะถือเป็นการรณรงค์หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า การพูดเชียร์คือการพูดว่ามันดีอย่างไรในความเห็นของผู้พูด เป็นอันจบ หากพูดแค่นั้นพูดได้ จะพูดว่าดีอย่างไร พูดว่าไม่เห็นจะได้เรื่องเลย ฉบับโน้นดีกว่าฉบับนี้ หากไม่เป็นเท็จก็พูดได้ ซึ่งถ้าเป็นความเห็นจะบอกว่าเท็จก็พูดยาก ดังนั้นหากพูดหรือทำเป็นก็ไม่ผิด แต่ที่บอกว่าทำไม่เป็นเพราะมีความไม่สุจริตเกิดขึ้น
เมื่อถามว่าทั้งสองฝ่ายมีมวลชนจำนวนมาก จะกลายเป็นการโน้มน้าวใจมวลชนหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า การพูดเท่ากับเป็นการโน้มน้าวอยู่แล้ว ซึ่งในมาตรา 61 วรรคสองก็ไม่ได้เอาผิดอะไร ขนาดว่าปลุกระดมก็ไม่ผิด ยกเว้นบอกว่าไม่ให้ไปลงประชามติ ให้ลงหรือไม่ให้ลงประชามติ ตรงส่วนนี้ต่างหากที่ผิด
เมื่อถามกรณีนายจตุพรจะท้าดีเบตกับนายสุเทพเรื่องร่างรัฐธรรมนูญนั้นทำได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ให้กกต.เป็นผู้พิจารณาเองดีกว่า ตนไม่ทราบ เนื่องจากกกต.ได้ให้สถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ไปจัดอยู่แล้ว โดยทางช่องจะเลือกใครหรือฝ่ายไหนก็ได้มาพูด รวมถึงรับผิดชอบเนื้อหาที่จะออกมาเอง ซึ่งจะให้ดีก็ไม่ควรจะมาเผชิญหน้าเองอาจจะใช้วิธีต่างคนต่างพูดภายในเวลาที่จำกัดก็พูดได้ แต่จะเผชิญหน้ากันก็ไม่ผิดอะไรเพียงแต่หากเผชิญหน้ากันอาจเกิดความไม่สงบเรียบร้อยเสี่ยงกันอีก แต่หากเผชิญหน้าแล้วไม่มีความขัดแย้งก็ไม่เป็นไร แต่หากขัดแย้งก็จะเกิดความไม่เรียบร้อย ทะเลาะกันลุกขึ้นด่ากันเป็นปัญหาอีก ทั้งนี้เห็นว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรเพราะออกสู่สาธารณะโดยเทปบันทึก รัฐบาลและกกต.ก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งอะไร อีกทั้งยังสนับสนุนให้จัดกันเองด้วย แต่ขอให้ระวังเรื่องความเท่าเทียมของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นเอง
เมื่อถามว่า หากนายสุเทพและนายจตุพรท้าดีเบตกันผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ก็ไม่จำเป็นที่กกต.ต้องเข้าไปเป็นกรรมการกลาง นายวิษณุกล่าวว่า ไม่จำเป็น แล้วตนก็คิดว่ากกต.คงไม่ไปเป็นกรรมการกลางให้ด้วย
เมื่อถามว่า หากปล่อยให้แกนนำมวลชนทั้งสองกลุ่ม กังวลหรือไม่ว่าประชาชนลังเลและเลือกตามสิ่งที่ชอบทันที นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ทันได้คิด และคิดไม่ออกจะให้ไปตอบแทนคงไม่ได้ เมื่อถามย้ำว่าแต่แกนนำทั้งสองฝ่ายประกาศชัดแล้วว่าอีกฝ่ายรับร่างฯแต่อีกฝ่ายไม่รับร่างฯก็เท่ากับเข้าข่ายสามเงื่อนไขที่ผิดพ.ร.บ.ประชามติ นายวิษณุกล่าว นั่นเป็นการพูดถึงตัวเขาเอง เป็นการใช้สิทธิส่วนตัว ลองไปดูมาตรา 7 และมาตรา 11 ที่ให้กกต.จัดให้บุคคลมีการแสดงความเห็นโดยสุจริตและไม่ผิดกฎหมาย จะเห็นว่าเป็นหน้าที่ของกกต.ด้วยซ้ำ
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่นายสุเทพออกมาเฟซบุ๊กไลฟ์เรื่องรัฐธรรมนูญนั้นดีหรือไม่เพราะเท่ากับเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ นายวิษณุกล่าวว่า ตนไม่รู้ ก็ขอให้ระวังและรับผิดชอบตัวเองก็แล้วกัน ส่วนการพูดเรื่องการศึกษาตนก็ไม่มีปัญหา แต่ต่อๆ ไปจะหนักขึ้นการเป็นพูดอย่างอื่นหรือไม่ตนไม่รู้ ในทางกลับกันจะออกมาบอกว่ามาตราไหนไม่ดีก็พูดได้ เพราะตนเองยังไม่เห็นด้วยกับหลายๆ มาตราด้วยซ้ำไป
ด้าน นายประวิช รัตนเพียร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)กล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย และนายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ว่า การแสดงความคิดเห็นส่วนตัวผ่านช่องทางใดก็แล้วแต่นั้นไม่มีอะไรผิด แต่ต้องรับผิดชอบว่าต้องแสดงความคิดเห็นโดยไม่ใช้ข้อมูลเท็จ ไม่บิดเบือน ไม่ข่มขู่ เพื่อให้คนออกเสียงไปในทางใดทางหนึ่ง ทั้งนี้ คิดว่าการแสดงความคิดเห็นเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการตัดสินใจออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
ส่วนการแสดงความเห็นในข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญอย่างเดียวจะเป็นการชี้นำหรือไม่นั้น นายประวิช กล่าวว่า ไม่ว่าใครที่ออกมาแสดงความคิดเห็นหากอยู่บนข้อเท็จจริง เป็นไปด้วยความสุจริต ก็ไม่มีความผิด แต่คนที่จะตัดสินว่าผิดหรือไม่ผิดก็คือศาล อย่างไรก็ตามหากประชาชนเห็นว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ทุกคนก็มีสิทธิที่จะแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษได้ ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงที่เราบอกมาตลอด ส่วนกรณีนักศึกษาไปแจกใบปลิวไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและถูกจับกุมนั้น ก็ต้องดูว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวหรือเป็นการรณรงค์ ซึ่งนอกจากความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติแล้ว ก็อย่าลืมว่ายังมีกฎหมายอย่างอื่น อาทิ คำสั่งคสช.เรื่องการชุมนุมเกิน 5 คน ที่บังคับใช้อยู่
เมื่อถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติมาตรา 61 วรรคสอง ขัดรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) หรือไม่ในวันที่ 29 มิถุนายนนี้ กกต.มีความกังวลหรือไม่ นายประวิช กล่าวว่า ไม่กังวล เพราะมาตรา 61 วรรคสองเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และยังมีมาตราอื่นๆ ที่ไม่ได้มีปัญหา และทำให้การทำประชามติสามารถเดินหน้าต่อไปได้

