ขณะนี้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากระบบการทำธุรกรรมการเงินโอนและรับเงินแบบเดิมที่ใช้เลขบัญชีธนาคาร ไปเป็นระบบการโอนเงินและรับเงินรูปแบบใหม่ ที่สามารถใช้หมายเลขบัตรประชาชนและหมายเลขโทรศัพท์มือถือโอนเงินและรับเงินได้ ซึ่งจะสะดวกสบายมากขึ้น เนื่องจากทั้งสองหมายเลขดังกล่าวเป็นหมายเลขที่แต่ละคนคุ้นเคยและใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว
โดยระบบดังกล่าวเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสมาคมธนาคารไทย ที่เรียกชื่อระบบนี้ว่า “พร้อมเพย์” หรือ “PromPay” เพื่อให้เกิดความสะดวกทั้งรัฐโอนเงินสวัสดิการให้ประชาชน และโอนเงินระหว่างบุคคล ซึ่งพร้อมเพย์เป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อีเพย์เมนต์) ที่ต้องการลดการใช้เงินสดลง เพราะมีต้นทุนในการบริหารจัดการสูง ตั้งแต่กระบวนการพิมพ์ การดูแลและจัดเก็บ การแจกจ่าย จนกระทั่งการทำลาย
– เริ่มให้บริการ31ต.ค.
ย้ำกันอีกรอบ สำหรับผู้ใช้บริการพร้อมเพย์ จะต้องมีการลงทะเบียนเพื่อผูกหมายเลขบัตรประชาชนและหมายเลขโทรศัพท์มือถือเข้ากับบัญชีธนาคารที่จะใช้โอนเงินหรือรับเงิน โดยสิ่งที่ต้องเตรียมเพื่อลงทะเบียน ได้แก่
1.หมายเลขบัญชีธนาคารที่จะใช้โอนเงินหรือรับเงิน จะเป็นบัญชีเงินฝากออมทรัพย์หรือบัญชีกระแสรายวันก็ได้
2.หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน และ 3.หมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งให้ผู้ลงทะเบียนเป็นเจ้าของได้ 3 หมายเลข เมื่อผูกหมายเลขทั้งสองกับบัญชีธนาคารใดบัญชีหนึ่งแล้ว จะไม่สามารถนำหมายเลขทั้งสองไปผูกซ้ำกับบัญชีธนาคารอื่นได้อีก ดังนั้น 1 บัญชีเงินฝาก จะสามารถผูกได้กับ 1 หมายเลขบัตรประชาชน
3 หมายเลขโทรศัพท์ ต่อไปหากไปกินก๋วยเตี๋ยวราคา 40 บาท แต่ไม่มีเงินสด เพียงแค่หยิบโทรศัพท์มือถือที่มีโมบายแบงกิ้งหรือเข้าใช้งานอินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ก็สามารถโอนเงินให้กับแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวได้ เพียงแค่ใช้หมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลา ทั้งยังสามารถใช้ได้กับการโอนเงินให้พ่อแม่ เพื่อน หรือโอนเงินจ่ายค่าแท็กซี่ก็ได้ โดยพร้อมเพย์จะเริ่มใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคมนี้ ด้วยการโอนเงินระหว่างบุคคลก่อน ส่วนบริการอื่นๆ เช่น การจ่ายค่าสาธารณูปโภค ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ บัตรเครดิต จะเริ่มใช้ช่วงเดือนธันวาคม 2559
– ค่าธรรมเนียมบริการถูกลง
ในอนาคตเมื่อลูกค้าทำธุรกรรมได้เอง ธนาคารลดต้นทุนในการบริหารจัดการสาขาได้ สิ่งที่ตามมา คือ ค่าธรรมเนียมที่ถูกลงอย่างมาก โดยค่าธรรมเนียมพร้อมเพย์ผ่านอีเพย์เมนต์ จะคิดค่าธรรมเนียมตามจำนวนเงินเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินธนาคารเดียวกันหรือต่างธนาคาร และโอนในเขตจังหวัดหรือโอนไปต่างจังหวัด โดยวงเงินไม่เกิน 5,000 บาท ไม่เสียค่าธรรมเนียมทุกรายการ ขณะที่วงเงิน 5,000-30,000 บาท คิดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 2 บาทต่อรายการ วงเงิน 30,000-100,000 บาท คิดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 5 บาทต่อรายการ และวงเงินมากกว่า 100,000 บาทขึ้นไป คิดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 10 บาทต่อรายการ ส่วนการใช้บริการพร้อมเพย์ผ่านสาขาจะยังมีค่าธรรมเนียมตามปกติ เนื่องจากการดำเนินงานสาขาธนาคารมีต้นทุนบริหารจัดการสูง
จากการสอบถามไปยังธนาคารต่างๆ ได้มีการเตรียมความพร้อมรองรับการลงทะเบียนพร้อมเพย์แล้ว โดยมีการเตรียมความพร้อมทั้งช่องทางสาขาธนาคาร เอทีเอ็ม โมบายแบงกิ้ง และอินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง ซึ่งแต่ละธนาคารจะเปิดให้ลงทะเบียนได้ล่วงหน้า หรือพรีรีจิสเตอร์ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป และเปิดลงทะเบียนได้อย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 15 กรกฎาคมเป็นต้นไป ไม่มีกำหนดระยะเวลา และผู้ลงทะเบียนสามารถยกเลิกและปรับเปลี่ยนการผูกหมายเลขบัตรประชาชนและโทรศัพท์กับบัญชีธนาคารใดก็ได้ตามต้องการ
– แบงก์พร้อมชิงฐานลูกค้า
จากข้อมูล ธปท. เดือนเมษายน 2559 พบว่า รวมทุกธนาคารมีบัญชีเงินรับฝากทั้งสิ้น 88,030,993 บัญชี ซึ่งแต่ละธนาคารต่างเตรียมการประชาสัมพันธ์ให้แก่ลูกค้า และเตรียมโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้า อีกนัยหนึ่งอาจเปรียบได้ว่า ทุกธนาคารต่างเตรียมความพร้อมเปิดศึกชิงเค้กส่วนแบ่งลูกค้าระลอกใหม่ ยิ่งมีฐานลูกค้าที่มาผูกบัญชีกับธนาคารจำนวนมากเท่าไร ก็เท่ากับว่ามีโอกาสทางธุรกิจมากขึ้นเท่านั้น สามารถจะเสนอขายผลิตภัณฑ์อื่นให้กับฐานลูกค้าเหล่านี้ได้ ซึ่งจะนำมาซึ่งรายได้และกำไรของธนาคารในอนาคต
เชื่อว่ากลุ่มเป้าหมายแรกของแต่ละธนาคารในการลงทะเบียน คือ กลุ่มลูกค้าของธนาคารที่มีการใช้บัญชีธนาคารเป็นหลัก และกลุ่มลูกค้าที่รับเงินเดือนผ่านบัญชีเงินฝากของธนาคาร ซึ่งแต่ละธนาคารก็มีฐานลูกค้าแตกต่างกันไป อย่างธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารที่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก จะเน้นกลุ่มลูกค้าเก่า โดยได้เริ่มเปิดให้ลูกค้ามาลงทะเบียนแบบออฟไลน์เพื่อผู้ใช้บัญชีแล้ว และในวันที่ 1 กรกฎาคมข้อมูลที่ลงทะเบียนก็จะเข้าระบบทันที ทั้งนี้ยังเตรียมช่องทางการลงทะเบียน โดยขณะนี้บนตู้เอทีเอ็มมีตัวเลือกพร้อมเพย์ให้สามารถลงทะเบียนได้ ซึ่งจะเปิดระบบในวันที่ 1 กรกรฎาคมเป็นต้นไป
– ทุกธนาคารเตรียมลงทะเบียน
ขณะที่ธนาคารกรุงไทย เตรียมความพร้อมลงทะเบียนผ่านช่องทางต่างๆ และภายในเว็บไซต์ของธนาคารมีข้อมูลและวิธีการลงทะเบียนพร้อมรูปภาพประกอบทุกช่องทางการลงทะเบียน พร้อมลงทะเบียนตั้งแต่ 1 กรกฎาคม คาดว่าจะสามารถรักษาฐานลูกค้าเก่ามาลงทะเบียนปีนี้อย่างน้อย 5 ล้านบัญชี และคาดว่าจะสามารถรักษาฐานลูกค้ากว่า 10 ล้านบัญชีไว้ได้โดยฐานลูกค้าหลัก คือ กลุ่มพนักงานของรัฐจำนวนมาก และลูกค้าสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ปัจจุบันสามารถใช้บริการสหกรณ์ผ่านระบบตู้เอทีเอ็มของกรุงไทยตลอด 24 ชั่วโมง ถือเป็นอีกกลุ่มฐานลูกค้าหนึ่ง และมีส่วนแบ่งจากการลงทะเบียนคนจนเพื่อรับสวัสดิการจากภาครัฐด้วย ซึ่งจะมีการลงทะเบียนในช่วง 15 กรกฎาคม-15 สิงหาคมนี้ ซึ่งกรุงไทย รวมทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จะแบ่งฐานลูกค้ากลุ่มนี้ไป
ธนาคารทหารไทย มีการเตรียมความพร้อมการลงทะเบียนและประชาสัมพันธ์ข้อมูล โดยลูกค้าสามารถลงทะเบียนการใช้งานล่วงหน้า ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ได้ 4 ช่องทาง คือ ทีเอ็มบี ทัช โมบายแบงก์กิ้ง, ทีเอ็มบี อินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง, ตู้เอทีเอ็มหรือเครื่องรับฝากเงินอัตโนมัติของทีเอ็มบี และเอสเอ็มเอส หมายเลข 08-1558-1558 คาดว่าช่วงพรีรีจิสเตอร์จะมียอดลูกค้ามาลงทะเบียนไม่ต่ำกว่าแสนบัญชี
ส่วนธนาคารกรุงศรีอยุธยา พร้อมลงทะเบียนได้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคมเช่นกัน มีแผนจะโปรโมตและสร้างความเข้าใจให้กับลูกค้าเป็นหลัก เพื่อให้ลูกค้ามีความเข้าใจในการบริการ ทั้งนี้จะเน้นกลุ่มลูกค้าที่เป็นฐานลูกค้าเก่าเป็นหลัก ตั้งเป้าหมายที่จะมีลูกค้ามาลงทะเบียนราว 2 ล้านบัญชี คาดว่าจะให้สิทธิประโยชน์กับลูกค้าด้านค่าธรรมเนียมและสิทธิประโยชน์อื่นๆ ด้วย รวมทั้งอาจจะมีสัดส่วนจากลูกค้าที่เข้ามาเปิดบัญชีใหม่ส่วนหนึ่ง ซึ่งแต่ละปีอยู่ที่ราว 8-9 แสนบัญชี
ส่วนธนาคารต่างชาติอย่างซีไอเอ็มบี ไทย คาดว่าปีนี้จะมีการลงทะเบียนลูกค้าราว 20% ของฐานลูกค้าที่มีอยู่ จะเปิดพรีรีจิสเตอร์ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม ผ่านช่องทางคอลเซ็นเตอร์ของธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย หมายเลข 0-2626-7777 กด 01 และตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม เปิดลงทะเบียนผ่านทั้งช่องทางสาขาคอลเซ็นเตอร์และอินเตอร์เน็ตแบงกิ้งของธนาคาร ทั้งนี้ธนาคารมีฐานลูกค้าภายใต้บีท แบงกิ้ง ซึ่งมีลูกค้าจากทั้งสามเครือข่ายโทรศัพท์ คาดว่าจะสามารถดึงมาเป็นลูกค้าได้ส่วนหนึ่ง ทั้งนี้ลูกค้าใหม่สามารถมาเปิดบัญชีได้ผ่านช่องทางสาขาพร้อมกับลงทะเบียนได้ทันที
ขณะที่ธนาคารอื่นๆ ทั้งธนาคารกสิกรไทย ไทยพาณิชย์ ธนชาต เป็นต้น ต่างก็มีความพร้อมอย่างเต็มที่เช่นกัน
ช่วงเวลาที่เหลือต่อจากนี้ต้องติดตามกันว่าแต่ละธนาคารจะปล่อยหมัดเด็ดออกมาอย่างไร เพื่อดึงลูกค้าให้มาลงทะเบียนและผูกบัญชี แต่ที่สำคัญต้องประชาสัมพันธ์ข้อมูลและสิทธิประโยชน์ให้ลูกค้ามีความเข้าใจอย่างแท้จริง เพื่อให้พร้อมเพย์เกิดประโยชน์มากที่สุด
หากแบงก์ไหนไม่ขยับตัวให้ทันกระแสโลกดิจิตอล บริการไม่ถูกใจเมื่อไร ลูกค้าก็พร้อมเพย์กับธนาคารใหม่ได้ตลอดเวลา


