วันที่ 27 มิถุนายน เมื่อเวลา 15.00 น. พล.ต.นพพร เรือนจันทร์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เปิดเผยว่า วันนี้ได้นำกำลังพลทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ร่วมปฏิบัติภารกิจดีเดย์ปราบปรามผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ จ.พิษณุโลก ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดยเริ่มต้นปฏิบัติการออกกวาดล้างปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพล โดยกระจายกำลังออกไปตรวจค้นในพื้นที่เป้าหมาย 22 จุด ผลการกวาดล้างได้ของกลางไม่มากนัก เน้นเฝ้าระวังเป้าหมายเพื่อป้องปรามการกระทำผิดในพื้นที่ โดยในจำนวนนี้ ได้ตรวจค้นบ้านพัก นายนคร มาฉิม อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ โดยเป็นการตรวจค้นตามหนังสือร้องเรียน ซึ่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นโดยแจ้งให้เจ้าของบ้านทราบก่อนเข้าทำการตรวจค้น แต่พบเพียงผู้สูงอายุเฝ้าบ้านเท่านั้น ไม่พบตัวนายนคร มาฉิม อดีต ส.ส.ภายในบ้านพักดังกล่าว
ผลการตรวจค้นไม่พบการกระทำผิดแต่อย่างใด พบเพียงเครื่องกระสุนปืนจำนวนหนึ่งแบ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม.จำนวน 72 นัด กระสุนปืนขนาด .22 มม. จำนวน 50 นัด และกระสุนปืน ขนาด .32 มม. จำนวน 50 นัด ไม่พบอาวุธปืน นอกจากนี้ยังพบแผ่นซีดีระบุชื่อ “ถึงเวลาร่วมทวงคืนประเทศไทย” จำนวน 2 แผ่น จึงยึดไว้เพื่อทำการตรวจสอบ
ต่อมาได้กระจายกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักของนายบุญเลิศ เรืองทิม อดีตแกนนำ นปช.พิษณุโลก พบป้ายไวนิลมีข้อความศูนย์ปราบโกงประชามติ จำนวน 13 แผ่น และที่บ้านของนายนิรุธ ดีฉนวน อดีตแกนนำมวลชนทางการเมือง พบป้ายไวนิลลักษณะเดียวกันอีกจำนวน 1 แผ่น เบื้องต้นจึงทำการตรวจยึดเอาไว้ ยังไม่ได้แจ้งข้อหาใดๆ เพราะไม่ได้มีการนำสู่ต่อสาธารณชน
ส่วนพื้นที่ อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก เจ้าหน้าที่ทหารได้เดินทางเข้าตรวจค้นบ้านนายประสาน ไพรรอด ที่หมู่ 3 บ้านน้อยซุ้มขี้เหล็ก ต.เนินมะปราง อ.เนินมะปราง พบยาบ้า 389 เม็ด เงินสด 20,830 บาท อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ขนาด .38 มม. 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืน 2 นัด จึงได้จับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย
พล.ต.นพพร กล่าวว่า การปฏิบัติการจู่โจมตรวจค้นดังกล่าว ขอยืนยันว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่ดำเนินการตามนโยบายของ คสช. โดยเน้นกลุ่มต้องสงสัยที่คาดว่าจะก่อกิจการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อความวุ่นวายในสังคมและบ้านเมือง ส่วนป้ายการต่อต้านต่างๆ ก็ขอเก็บไว้ไม่ให้ไปใช้ก่อความวุ่นวายสร้างความแตกแยก และขอร้องผู้ที่คิดจะทำไม่ดีกับบ้านเมืองนี้ว่าอย่าทำ ให้หยุดสร้างความวุ่นวาย ส่วนเรื่องของการลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. ก็ขอเชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิแสดงความคิดเห็น จะรับหรือไม่รับก็เป็นไปตามสิทธิของแต่ละตัวบุคคล

