‘สมคิด’กล่อมนักลงทุนจีนไทยคือแสงสว่างศูนย์กลางลงทุนอาเซียน แย้มจัดตั้งระเบียง ศก.ตะวันออกเข้า ครม.28 มิ.ย.
ที่กรุงปักกิ่ง และนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ของวันที่ 27 มิถุนายน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐบาลและเอกชนไทย เดินทางหารือและรับประทานอาหารเที่ยง ที่สวนวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิงหัว ร่วมกับนายหวัง จี้อู่ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ทัช โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นบริษัทด้านการบ่มเพาะธุรกิจ จัดตั้งโดยมหาวิทยาลัยชิงหัว และผู้ประกอบการสตาร์ตอัพ ของจีน ประมาณ 20 ราย
นายสมคิดได้ปาฐกถาตอนหนึ่งว่า แม้เศรษฐกิจโลกปัจจุบันจะมีปัญหา และล่าสุดสหราชอาณาจักรเพิ่งผ่านการลงประชามติออกจากยูโรโซน (เบร็กซิท) แต่ตนยังมีสมองที่แจ่มใสเหมือนเมื่อครั้งเกิดวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง เพราะมั่นใจว่าอนาคตข้างหน้าภูมิภาคเอเชียจะผงาด โดยเฉพาะอาเซียนที่มีจีดีพีขยายตัว 6-8% ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกถดถอย อาเซียนถือเป็นซัพพลายเชนสำคัญของภูมิภาคและของนักลงทุนจีน แต่ต้องอยู่ภายใต้ความร่วมมืออาเซียนบวก 6 (อาเซ็ป) และไทย ซึ่งอยู่ศูนย์กลางของอาเซียนจะเป็นเกตเวย์สำคัญในการเชื่อมการลงทุนในภูมิภาค มีการจัดตั้งระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก ที่จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 28 มิถุนายนนี้ ส่วนร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก น่าจะเข้า ครม.เดือนกรกฎาคมนี้ ดังนั้นจีนต้องรักไทยมากๆ เพราะไทยคือแสงสว่างของการลงทุน
“เบร็กซิทเป็นเรื่องที่พูดมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อเกิดขึ้น เชื่อว่าหลายฝ่ายได้เตรียมแผนรับมือไว้แล้ว โดยเฉพาะประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) มีมาตรการรับมือแน่นอน เชื่อว่าความผันผวนเกิดขึ้นระยะสั้น หากเกิดมาเป็นพ่อค้าจริงๆ ต้องมีวิสัยทัศน์ในการรับมือความผันผวนของเงินทุกสกุล เพราะการค้าเปลี่ยนแปลงตามเศรษฐกิจโลก กรณีเบร็กซิทจะทำให้ทั่วโลกรู้ว่าเอเชียไรส์ จะเกิดขึ้นแทน ทำให้เศรษฐกิจเกิดความมั่นคงอีกครั้ง” นายสมคิดกล่าว
นายสมคิดกล่าวว่า ประเทศไทยขณะนี้ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง ภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และอีกระยะเวลา 1 ปีกว่าจากนี้จะมีประชาธิปไตยเต็มใบ ดังนั้น ไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ดำเนินมาช่วง 30 ปี อาทิ มุ่งรับจ้างผลิต (โออีเอ็ม) ผลิตสินค้าพื้นๆ ง่ายๆ ผลิตสินค้าเกษตร อาทิ ยาง ข้าว ที่ตนรู้สึกขายหน้า เพราะหลายครั้งต้องเสนอขายให้จีน โดยที่ไม่มีการพัฒนาขั้นแปรรูปมากนัก ไทยหมดเวลาจะขายข้าวเป็นล้านตันเพื่อแลกกับไอโฟน แต่ต้องก้าวไปสู่การผลิตขั้นสูง ต้องทำลายอุตสาหกรรมเก่า เพิ่มมูลค่าสินค้า เน้นวิจัยและความสร้างสรรค์เข้ามาผนวก โดยรัฐบาลได้กำหนด 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต รวมทั้งคลัสเตอร์เข้ามารองรับ ซึ่งการพัฒนาต้องประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ รัฐบาลสนับสนุน เอกชนลงทุน และองค์ความรู้ โดย 2 ส่วนหลังนี้ต้องการนักลงทุนจีนและความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยชิงหัวให้การสนับสนุนคลัสเตอร์ให้สำเร็จ
” ต้องการเชิญเอกชนจีนเข้าลงทุนในไทย บีโอไอจะอำนวยความสะดวกให้ ใช้โอกาสจากความร่วมมืออาเซียนบวก 6 ที่การเจรจาใกล้จบลงแล้ว และเดินหน้าเต็มรูป หากเข้ามาลงทุนในไทยและพบการทุจริตคอร์รัปชั่น ขอให้แจ้ง รัฐบาลจะจัดการทันที” นายสมคิดกล่าว
ต่อจากนั้นนายสมคิดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพิ่มเติมว่า จากการหารือทวิภาคีกับนายจาง เกาลี่ รองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ของจีน ดูแลด้านเศรษฐกิจ เป็น 1 ใน 7 ของกรรมการประจำกรมการเมืองกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (โพลิตบูโร) ที่มหาศาลาประชาชน ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะนายจาง เกาลี่ ได้ย้ำกับตนว่าเราเป็นพี่น้องกัน พร้อมร่วมมือด้านการค้าการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนเชื่อมโยงอาเซียน คือ ซีแอลเอ็มวี นอกจากนี้ได้หารือเชิงยุทธศาสตร์เป็นหลัก มีกลไกทำงานระดับสูง ไม่ใช่การหารือแค่ระดับตัวเลข เพราะเสียเวลา
“ผมย้ำกับนายจาง เกาลี่ ให้มองจังหวะการลงทุนไทยเวลานี้ เพราะจะมีทั้งความร่วมมืออาเซียนบวก 6 ที่การเจรจาใกล้เสร็จสมบูรณ์ ทำให้เกิดโอกาสในการลงทุนมากขึ้น จากมูลค่าเศรษฐกิจที่คิดเป็นครึ่งหนึ่งของโลก การลงลึกขอบเขตการค้าเสรีไทย-จีน ที่ปัจจุบันเป็นเพียงกรอบใหญ่” นายสมคิดกล่าว

