เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวถึงกรณีกลุ่มวัยรุ่นเกือบ 20 คน พร้อมอาวุธจำนวนมาก ยกพวกตะลุมบอนกัน พร้อมกับมีเสียงคล้ายปืนดังขึ้นหลายครั้ง ที่ปากซอยนครเขื่อนขันธ์ 4 ถนนนครเขื่อนขันธ์ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่า ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาวัยรุ่นแล้ว 8 ราย ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน โดยมีการสอบพยานไปแล้วหลายปาก และมีการตรวจสอบกล้องวงจรปิด เพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับต่อไป ทั้งนี้สำหรับข้อกล่าวหาที่แจ้งกับกลุ่มวัยรุ่น มีมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ร่วมกันพยายามทำร้ายร่างกาย ร่วมกันพกพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผย และไม่มีเหตุอันสมควร ร่วมกันส่งเสียงทำให้ประชาชนตกใจ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งผู้ปกครองมาทำบันทึกข้อตกลงตามคำสั่ง คณะรักษารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 30/2559 ลงวันที่ 21 มิถุนายน และมีการเรียกเงินประกันรายละ 5,000 บาท เพื่อให้ผู้ปกครองได้ดูแลบุตรหลาน หรือบุคคลที่อยู่ภายใต้การปกครอง มิให้ก่อเหตุซ้ำในช่วงระยะเวลา 2 ปี
พล.ต.ต.กฤษณะกล่าวต่อว่า วันนี้พนักงานสอบสวนจะสอบปากคำพยาน ร่วมกับสหวิชาชีพ ทั้งอัยการ นักสังคมสงเคราะห์ และนักจิตวิทยา วันเดียวกันจะนำตัวเด็กไปตรวจสอบการจับกุมที่ศาลเยาวชนและครอบครัว จ.สมุทรปราการ นอกจากนั้นจะเชิญอาจารย์ของวิทยาลัยอาชีวะทั้ง 2 แห่ง มารับทราบและปฏิบัติตามคำสั่งของ คสช. มิให้ไปก่อเหตุในลักษณะที่เป็นภยันตรายแก่บุคคลอื่น มีใจระบุว่า ให้ถือเป็นความรับผิดชอบของบิดา มารดา ผู้ปกครอง และเจ้าหน้าที่รัฐจะแจ้งให้ผู้ปกครองให้ทราบ แนะนำ ตักเตือน ทำทัณฑ์บน หรือมีการวางเงินประกัน เพื่อไม่ให้ผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองไปก่อเหตุ และสร้างความรำคาญแก่ประชาชน ถ้าผู้ใดกระทำการเป็นการยุยง ส่งเสริม ช่วยเหลือ ให้การสนับสนุน หรือให้นักเรียน นักศึกษา ฝ่าฝืนบทบัญญัติ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้ามีการกระทำผิดตามวรรคหนึ่ง ส่งเสริมให้เด็กหรือนักเรียนไปก่อเหตุสำเร็จ จะมีโทษจำคุกไม่เกิด 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หากมีผู้เสียชีวิต มีโทษจำคุกไม่เกิด 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ฉะนั้นขอให้ผู้ปกครองดูแลบุตรหลานของท่าน โดยเฉพาะสถานศึกษา ที่ต้องศึกษาความรู้ ความเข้าใจ ว่ามีหน้าที่อย่างไรกับคำสั่งฉบับนี้
ด้าน พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษก ตร. กล่าวเสริมว่า การปฏิบัติกับเด็กและเยาวชน ในการก่อเหตุทะเลาะวิวาท จะมี พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ที่ผ่านมาเมื่อเด็กกระทำความผิดแล้ว มีการจับกุมเด็กมาดำเนินคดี ทำเด็กตกเป็นผู้ต้องหาโดยไม่จำเป็น เมื่อเด็กเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว จะถูกตีตราว่าเป็นอาชญากร ดังนั้นคำสั่งของ คสช.ที่ 30/2559 นั้นเป็นมาตรการเชิงป้องกัน เนื่องจากให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการจับกุมตัวเด็กที่มีพฤติกรรมที่ล่อแหลม เสี่ยงต่อการก่อเหตุ กักตัวเด็กไว้ไม่เกิน 6 ชั่วโมง และส่งให้ผู้ปกครอง เพื่อป้องกันไม่ให้ไปก่อเหตุ และเป็นมาตรการเสริม เพื่อให้การปฏิบัติมีประสิทธิภาพมากขึ้น

