น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การปรับขึ้นราคาบุหรี่จากการขึ้นภาษีเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้บุหรี่ผิดกฎหมาย หรือบุหรี่ที่ไม่เสียภาษีสรรพสามิตสูงขึ้น จากภาพรวมเสียภาษีบุหรี่ปีละ 4 หมื่นล้านมวน คิดเป็นมูลค่า 8 หมื่นล้านบาท คาดว่ามีบุหรี่ผิดกฎหมายประมาณ 20% หรือประมาณ 1.6 หมื่นล้านมวน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8 พันล้านบาท จากช่วงปกติจะมีบุหรี่ผิดกฎหมายประมาณ 5 พันล้านบาท
“ขณะนี้พฤติกรรมของคนสูบ หันมาสูบบุหรี่ในกลุ่มที่ราคาถูกลง จากที่เคยสูบบุหรี่ราคาแพง หรือบุหรี่นอก ก็มาสูบบุหรี่ราคากลาง คนที่สูบบุหรี่ราคากลาง ก็หันมาสูบบุหรี่ราคาถูก ส่วนกลุ่มที่เคยสูบบุหรี่ราคาถูก ก็หันไปหาบุหรี่ผิดกฎหมาย หรือยาเส้นมวนเอง โดยเฉพาะจากกลุ่มราคากลาง หันมาหากลุ่มราคาถูกมีมากสุด ทำให้ภาพรวมตลาดของบุหรี่กลุ่มราคากลางลดลง 13-15% ขณะภาพรวมของบุหรี่ราคาถูกปรับเพิ่มขึ้น 13-15% มาอยู่ที่ระดับ 57% ของตลาดรวม” น.ส.ดาวน้อย กล่าว
อย่างไรก็ตามผลจากการขึ้นภาษีบุหรี่ทำให้กลุ่มบุหรี่ราคาถูก หรือกลุ่มเซฟวิ่ง (Saving) ขายดี ส่งผลให้คาดว่าผลการดำเนินงานของยาสูบในปีงบประมาณ 2559 นี้จะดีกว่าคาดการณ์ หรือมีกำไรสุทธิมากกว่า 8 พันล้านบาท จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ว่าจะมีกำไรประมาณ 6.4 พันล้านบาท ตามยอดขายบุหรี่ในกลุ่มราคาถูก ที่เพิ่มขึ้น แม้ว่ายอดขายบุหรี่ในภาพรวมลดลงประมาณ 13-15%

