ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ตลท.ร่วมกับสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน แถลงข่าว “วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจหลังการลงประชามติของสหราชอาณาจักรเพื่อออกจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการ หรือ Brexit เมื่ออังกฤษออกจาก EU ”
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ผลกระทบจากอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป(อียู) จะสร้างความผันผวนให้กับเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเมืองของอังกฤษ แต่เชื่อว่าจะไม่ลุกลามไปถึงเศรษฐกิจโลก เนื่องจากไม่ได้กระทบกับสถานะของธนาคารพาณิชย์และธนาคารกลางต่างๆของโลกรับมือได้ อย่างไรก็ตาม มองว่าเศรษฐกิจอียูจะกระทบบ้าง แต่กระทบแรงหากประเทศอื่นออกตามอังกฤษ ซึ่งวิกฤติครั้งนี้จะกระทบต่อสถาบันการเงินและกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ หากประเทศที่ออกตามใช้สกุลเงินยูโร จากประเด็นนี้ อียูจะใช้ไม้แข็งในการเจรจากับอังกฤษเพื่อไม่ให้ประเทศอื่นทำตาม
สำหรับประเทศไทยแทบไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากไทยค้าขายกับประเทศอังกฤษประมาณ 1.8% ของมูลค่าการค้าขายทั้งหมด และไทยมีมูลค่าการค้ากับอียูคิดเป็น 10% ของมูลค่าการค้ารวมของไทย ส่วนตัวมองว่าไทยสามารถรับวิกฤติครั้งนี้ได้ ส่วนหุ้นไทยคาดว่าภายใน 1-2 วันจากนี้ยังผันผวน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มน้ำมัน และหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่ากลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จะได้อานิสงค์ทางบวกกับเหตุการณ์ครั้งนี้
นางภรณี ทองเย็น อุปนายก สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินยูโร ส่งผลให้บริษัทที่ได้รับผลกระทบจากอังกฤษออกจากอียู คือ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) เพราะมีฐานการผลิตในยุโรป และมีรายได้สกุลเงินยูโรมากกว่าต้นทุนที่เป็นเงินสกุลยูโร
ส่วนธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากมีรายได้บางส่วนจากยุโรป เช่น บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสวีไอ จำกัด (มหาชน) บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ส่วนหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ คือ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)เนื่องจากการเข้าซื้อบริษัท บิ๊กซี จำกัด (มหาชน) จากผู้ถือหุ้นเดิม จะเป็นเงินกู้สกุลเงินยูโรประมาณ 51% ขณะที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีเงินกู้สกุลเงินยูโรประมาณ 40% ของเงินกู้ทั้งหมด
” ไทยคาดว่าจะมีผลกระทบต่อค่าเงินระยะสั้น ทิศทางตลาดหุ้นไทยน่าจะแกว่งตัวกรอบ1,380-1,450 จุด คาดว่าบริษัทจดทะเบียนจะมีกำไรต่อหุ้นเติบโต 29% ซึ่งปัจจัยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจเลื่อนปรับขึ้นดอกเบี้ยออกไปจะเป็นข่าวดีกับการลงทุนหุ้น แต่ปัจจัยอังกฤษยังคงกดดันหุ้นต่อไป ”
นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจากยุโรปเป็นอันดับที่ 2 รองจากจีน หรือประมาณ 19% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดแต่กลับเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีอัตราการใช้จ่ายมากที่สุดในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งหมด เพราะนักท่องเที่ยวยุโรปจะมีอัตราการเข้าพักนานถึง 1-2 สัปดาห์ ส่วนนี้จะกระทบกับธุรกิจในกลุ่มท่องเที่ยวและกลุ่มขนส่ง พอสมควร

