ในวงการฟุตบอลมักจะมีกุนซืออยู่สองประเภทคือ พวกที่ชื่อตัวเองใหญ่กว่าทีม กับ พวกที่ทีมใหญ่กว่าตัวกุนซือ ไม่ว่าฝีมือดีแค่ไหนคนก็ไม่ค่อยยอมรับนับถือ
โจเซ่ มูรินโญ่, เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อยู่ในประเภทแรก ส่วนกลุ่มหลังผมนึกชื่อได้คนหนึ่งตอนนี้คือ โยอาคิม เลิฟ
โยกี้ เลิฟ พาทีมชาติ เยอรมัน คว้าแชมป์โลกปี 2014 คุมทีมอินทรีเหล็กมา 10 ปีเข้าไปแล้ว แต่แฟนบอลก็ยังรู้สึก “งั้นๆ” ไม่มีความยำเกรงหรือซูฮกเหมือนบุนเดสเทรนเนอร์รุ่นเดอะอย่าง เฮลมุท เชิน, จุ๊ป แดร์วัลล์ หรือ ฟร้านซ์ เบ๊คเค่นบาวเออร์
ทั้งที่เลิฟคนนี้สามารถพูดได้เต็มปากว่าเป็นบิดาของทีมชาติเยอรมันยุคใหม่ เป็นกุนซือที่เปลี่ยนสไตล์การเล่นของทีมอินทรีเหล็กไปแทบจะสิ้นเชิง
เยอรมันของโยกี้ เลิฟ ผสมสูตรสำเร็จของบอล สเปน อังกฤษ เข้ากับสไตล์เยอรมันคลาสสิกกลายเป็นเกมแบบใหม่ ความแน่นอนยังมีอยู่ แต่ไม่เก็บบอลนาน จ่ายให้กันเร็วขึ้น เกมเคลื่อนที่ไวกว่าเดิม แล้วถ้าเสียบอลก็เพรสซิ่งทันที เสียตรงไหนไล่ตรงนั้น เหมือนทีมชาติสเปนไม่มีผิด
เยอรมันทำได้ เพราะปรับโครงสร้างมาใช้นักเตะอายุน้อย เน้นความฟิต พละกำลัง และความเร็วนำหน้า ลุคใหม่ของทีมอินทรีเหล็กยังส่งอิทธิพลถึงบรรดาสโมสรในบุนเดสลีก้าด้วย บอลเยอรมันยุคปัจจุบันจึงไม่ใช่เยอรมันที่น่าเบื่อแบบเมื่อก่อนอีกแล้ว
โยอาคิม เลิฟ สมควรได้เครดิตเต็มๆ แต่ในความเป็นจริงกลับได้แค่เศษๆ อาจจะเพราะบุคลิกส่วนตัวที่ไม่ค่อยภูมิฐานด้วยมั้งครับ หน้าตาท่าทางไม่เป็นผู้ใหญ่ (ทั้งที่อายุ 56 แล้ว) นิสัยก็เสีย มือไม้ซุกซน ชอบล้วงกางเกงข้างหน้าข้างหลัง ลัวงจั๊กแร้มาดม ใครเห็นเข้าก็ยี้ ตราหน้าว่าเป็นโค้ชจอมซกมกไปซะฉิบ
เลิฟก็ซกมกจริงๆ แหละ แต่อย่าลืมว่ามือข้างที่ล้วงลูกกะป๋องมาดมนั้น (แหวะ) เป็นมือข้างที่สร้างเยอรมันเป็นแชมป์โลกด้วย
ยูโรคราวนี้อินทรีเหล็กก็เป็นเต็งจ๋า คาดกันว่าน่าจะเข้ารอบรองชนะเลิศไปเจอกับฝรั่งเศสค่อนข้างแน่
แล้ววันนั้น ถ้าเจ้าภาพน้ำตาร่วงก็ไม่ถือว่าพลิก!

