วันที่ 29 มิถุนายน นายบัณฑิตย์ เทวีทิวารักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวถึงการติดตามความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาภูทับเบิกและติดตามผลคดีในพื้นที่ภูทับเบิก ขณะประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่า จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีหัวหน้าหรือตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยได้กำชับและฝากทีมสำนักจัดการทรัพยากรที่ 4 พิษณุโลกและทางป่าไม้จังหวัด ให้ไปขอคำแนะนำหรือปรึกษาหารือกับทางอัยการหล่มสักและผู้อำนวยบังคับคดีให้ใกล้ชิด เพราะจะทำให้การทำงานไปด้วยความรวดเร็วขึ้น
นายบัณฑิตกล่าวว่า ในเชิงนโยบายของปัญหาภูทับเบิกกลุ่มที่ยังคงไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา เนื่องจากเห็นว่าโทษเบาและขบวนการบังคับให้ปฏิบัติค่อนข้างจะไม่มีโทษรุนแรง โดยแค่ให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ ทำให้เกิดการเพิกเฉยและยังทำธุรกิจบริการต่อไปเนื่องจากมีรายได้ต่อเนื่องทำให้ไม่เกรงกลัว ซึ่งในส่วนนโยบาย 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ มท. ทส. พม. และกทท. ตนได้ไปร่วมประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งรมว.มท ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานที่ประชุมได้กำชับว่า สำหรับกลุ่มที่กระทำผิดให้ดำเนินคดีโดยเฉียบขาด แต่สิ่งที่สำคัญคือห้ามไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่มหรือมีการก่อสร้างเพิ่มเติมในพื้นที่อีก โดยฝากให้ทางจังหวัดประสานกับกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย(กรส.)ในพื้นที่ช่วยกันดู
“ก็จะบอกกับนอภ.หล่มเก่า ว่าตอนนี้ที่ภูทับเบิกแนวโน้มจะลามลงมาที่บ้านดอยน้ำเพียงดิน ก็จะมีการจับกุมเป็นคดีใหม่เพิ่มเติมเป็นกลุ่มใหญ่ ตรงนี้จะต้องเข้มงวดตรวจสอบและให้ดำเนินคดีกับผู้บุกรุกใหม่อย่างจริงจัง” นายบัณฑิต กล่าวและว่า จากบทลงโทษที่เบา เลยมีความเห็นเสนอบทลงโทษให้มีการรื้อถอนสำหรับสิ่งปลูกสร้างที่มีการบุกรุกได้ โดย รมว.มท. มอบให้ฝ่ายกฎหมาย 3 หน่วยงานหลักรวมทั้งกรมการปกครองไปพูดคุยกัน และหาข้อสรุปการในการเพิ่มเติมในข้อกฎหมายเพื่อนำเสนอให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี โดยทีมงานได้พูดคุยและนำข้อสรุปไปหารือ เพื่อจะอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 เพิ่มกำหนดโทษโดยการนำมาตรา 25 พ.ร.บ.ป่าสงวนในแห่งชาติ พ.ศ.2507 นำมาบังคับใช้กับผู้กระทำผิดตามพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 โดยให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการรื้อถอนสิ่งปลูกต่างๆ ที่ผู้บุกรุกดำเนินการได้ ซึ่งจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีบทลงโทษที่ชัดเจนและให้ผู้บุกรุกเกิดความเกรงกลัว

ด้านนายชิต อินทนก หัวหน้าป่าไม้จังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวรายงานว่า ในการดำเนินคดีรีสอร์ตบนภูทับเบิกจำนวน 46 คดี แยกเป็นคดีที่มีสิ่งปลูกสร้างจำนวน 11 คดี คดีตรวจยึดโดยไม่มีสิ่งปลูกสร้าง 5 คดี ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการในขั้นตอนของการบังคับคดีในคดีที่ถึงที่สุดแล้วจำนวน 18 คดี ซึ่งขั้นตอนก็อยู่ระหว่างดำเนินการของพนักงานอัยการที่เสนอต่อศาลเพื่อออกหมายบังคับ หลังจากที่ได้นำประกาศไปปิดครบ 30 วันแล้ว หากรีสอร์ตหรือผู้ประกอบการเหล่านี้เหล่านี้ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาก็จะมีโทษฐานฝ่าฝืนคำสั่งศาล
นายชิตกล่าวอีกว่า จากการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งทางอัยการและสำนักงานบังคับคดี บอกว่าแม้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบหลายครั้ง บางครั้งไม่เจอผู้อยู่อาศัย แต่สิ่งปลูกสร้างยังอยู่โดยไม่ได้ถูกรื้อถอนไป ก็ต้องบังคับคดีต่อกับผู้ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา และก็ต้องดำเนินการกับผู้ฝ่าฝืนที่ดำเนินการก่อสร้างเพิ่มเติมด้วย ส่วนการดำเนินการที่อ.เขาค้อ ในท้องที่ต.แคมป์สน ซึ่งคณะเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดจับกุมรีสอร์ตและบ้านพักหรูจำนวน 5 แห่ง ปัจจุบันทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการแจ้งความต่อสภ.เขาค้อ เรียบร้อยแล้ว

