หน้าแรก Uncategorized ตร.เชื่อ &#82...

ตร.เชื่อ ‘แว้น’-‘ศึกสถาบันฯ’ ลด ขึงกม.เอาโทษ ขึ้นบัญชีดำรุ่นพี่ชวนน้องตีกัน

29.06.16 | 13:21 น.

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณียังคงมีเหตุการณ์เยาวชนนักเรียนก่อเหตุทะเลาะวิวาทกันจนถึงขั้นมีผู้เสียชีวิต และมีประชาชนได้รับบาดเจ็บ หลังหัวหน้า คสช.มีคำสั่งตามมาตรา 44 เรื่องมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนและนักศึกษา ว่า มาตรการของ คสช.ที่ออกมาเพื่อใช้ป้องกันและปราบปรามปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากกลุ่มวัยรุ่น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเด็กแว้นแข่งรถบนถนน หรือปัญหาเด็กนักเรียนยกพวกตีกันนั้น เป็นการเพิ่มเครื่องมือให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานได้ดีขึ้น จากสถิติที่ผ่านมาหากพิจารณาเฉพาะที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในอดีตจะได้รับการร้องเรียนจากประชาชนเข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันมีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจนหรือแทบจะไม่ได้รับการร้องเรียนเข้ามาเลย

พล.ต.ต.ทรงพล กล่าวว่า คำสั่งที่ คสช. ที่ 30/2559 เรื่องมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาท นั้นก็เป็นส่วนช่วยเสริมเจ้าหน้าที่ให้ทำงานได้อย่างดีขึ้นและได้ผลในการป้องปรามการทะเลาะวิวาท แต่หากจะให้ได้ผลในทันทีอาจเป็นไปไม่ได้ ซึ่งขณะนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายและนำไปสู่การปฏิบัติทั้งใน 3 ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ส่วนที่สำคัญที่สุดคือตัวนักเรียนที่ก่อเหตุ และอีกส่วนที่มีบทบาทสำคัญคือผู้ยุยงส่งเสริมให้เกิดการทะเลาะวิวาท เช่น รุ่นพี่ที่เรียนจบไปแล้ว หรือกลุ่มเพื่อนที่ เป็นต้น โดยจะมีโทษจำคุก 3 เดือน ปรับไม่เกิน 30,000 บาท และหากพบว่านักเรียนที่ถูกยุยงไปกระทำความผิดจริงตามที่ถูกยุยง จะได้รับโทษรุนแรงขึ้น เป็นจำคุก 6 เดือน ปรับไม่เกิน 60,000 บาท และหากมีผู้เสียชีวิตจะได้รับโทษ จำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท

รองโฆษกตร.กล่าวว่า ล่าสุดทาง พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้เรียกประชุมผู้บังคับการทั้งหมดในกองบัญชาการตำรวจนครบาล ให้ทำงานในเชิงรุกประสานกับสถาบันต่างๆ เพื่อรวบรวมข้อมูลทำประวัติศิษย์เก่าที่เคยก่อเหตุ และมีแนวโน้มว่าจะเป็นผู้ชักนำให้รุ่นน้องก่อเหตุตีกันในอนาคต รวมไปถึงการประสานขอความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความใกล้ชิดและปรับความเข้าใจกันระหว่างนักเรียนต่างสถาบัน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปมีส่วนช่วยในการดำเนินการ