“นายกฯ” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม คตช. บอก มีคนบิดเบือนข้อเท็จจริง ไม่ยอมรับกฎหมาย พร้อมสั่งการทุกหน่วยงานเร่งทำความเข้าใจประชาชน
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 29 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(คตช.) ครั้งที่ 3/2559 โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวก่อนการประชุมว่า เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นประเด็นสำคัญของประเทศ และสังคมต้องระมัดระวัง โดยจะต้องหยุดยั้งประเด็นดังกล่าวให้ได้ และทำให้เกิดเป็นรูปธรรม และขณะนี้พบว่ามีกลุ่มที่บิดเบือนข้อเท็จจริงมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ยอมรับมาตรฐานของกฎหมาย มาเป็นบรรทัดฐาน แต่สร้างความสับสนเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ เช่นคดีความ เรื่องการใช้กฎหมายและการออกคำสั่งต่างๆ จึงอยากให้ทุกหน่วยงานสร้างความเข้าใจและการรับรู้ที่ถูกต้องให้กับประชาชน และลงรายละเอียดสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดำเนินการต่อ สิ่งไหนที่ยังมีข้อแก้ไขก็ต้องรีบปรับปรุง
หลังการประชุม พล.อ.ชาตอุดม ติตถะศิริ ประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ว่า ในที่ประชุมได้มีการรายงานผลงานของ สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ในการทำข้อมูลแอพพลิเคชั่น G-News (จีนิวส์) ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งการเพิ่มเติมให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ดูแลให้เป็นรูปธรรม เพิ่มมากขึ้น โดยในอนาคตโทรศัพท์มือถือ อาจจะมีติดตั้งแอพพลิเคชั่นดังกล่าวด้วย
พล.อ.ชาตอุดม กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมมีการรายงานของอนุกรรมการด้านต่างๆ โดยอนุกรรมการการป้องกันการทุจริต นำเสนอเรื่องการประกาศใช้ราคามาตรฐานเรื่องการก่อสร้าง ซึ่งนายกฯสั่งการให้กรมบัญชีกลางรับเรื่องนี้ดำเนินการ ทำคู่ขนานกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างที่จะเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่วนอนุกรรมการด้านการร่วมมือข้อตกลง ชี้แจงถึงการมีผู้สังเกตการณ์ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการที่มีวงเงินสูงๆ ให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยนายกฯสั่งการให้มีผู้สังเกตการณ์เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการรายงานสถานการณ์คอร์รัปชั่นในสายตาคนไทยและนานาชาติ โดยสถานการณ์การคอร์รัปชั่นลดน้อยลงและดีที่สุดในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา ความโปร่งใสดีขึ้นในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2549 ส่วนการเรียกรับสินบนจากเจ้าหน้าที่รัฐก็ลดลงเมื่อเทียบกับ 15 ปีที่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้เป็นข้อมูลที่องค์กรต่อต้านการคอรัปชั่นและภาคเอกชนเก็บข้อมูลมา ซึ่งนายกฯสั่งการให้ไปดูรายละเอียด
ด้านนายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะอนุกรรมการปราบปรามการทุจริตกล่าวว่า ได้นำเสนอการตรวจบ่อน้ำบาดาลซึ่งเป็นโครงการเก่าเมื่อปี 2547 จำนวน 4 หมื่นกว่าบ่อ เบื้องต้นพบว่ามี 10 กว่าเขต ที่มีการดำเนินการไม่ถูกต้อง บางบ่อทำไม่ครบขั้นตอนตามหลักวิชาการ ซึ่งป.ป.ท.จะสรุปและเสนอตั้งอนุไต่สวนต่อไป ส่วนการขุดเจาะบ่อใหม่ในปี 2558-2559 จะมีขุดเพิ่ม 6,900 กว่าบ่อ ที่ป.ป.ท.จะขอพิกัดเพื่อตรวจสอบตรงนี้
นายประยงค์กล่าวต่อว่า ส่วนการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว มีการเสนอต่อที่ประชุมในการตรวจสอบทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่ผ่านมามีการร้องเรียนเข้ามาที่ป.ป.ท.จำนวน 551 เรื่อง ขณะนี้ได้มีการสั่งให้มีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนแล้ว 47 เรื่อง และอยู่ระหว่างดำเนินการให้มีการสั่งไต่สวนอีก 504 เรื่อง ซึ่งกลุ่มที่ถูกไต่สวนจะเป็นกลุ่มฝ่ายปฏิบัติ
“ทั้งนี้ 47 เรื่องที่มีการตั้งอนุไต่สวนนั้นอยู่ระหว่างการดำเนินการ ที่จะต้องใช้เวลาเพราะคดีมีจำนวนมาก คาดว่าจะไม่ล่าช้า เพราะลักษณะการกระทำความผิดคล้ายกัน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับคลังสินค้า ที่เป็นขององค์การคลังสินค้า และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) ซึ่งนายกรัฐมนตรีเร่งรัดให้ดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ใช่ปล่อยให้เนิ่นนาน ซึ่งกฎหมายใหม่ของป.ป.ท.กำหนดแล้วจะต้องตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน” นายประยงค์ กล่าว

