นายวิชา ธิติประเสริฐ ที่ปรึกษาสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ เปิดเผยในงานแถลงข่าว พืชจีเอ็ม ทางเลือกที่จะอยู่รอดของเกษตรกรไทย ว่า ปัจจุบันมีผู้ปลูกพืชดัดแปลงพันธุกรรม (พืชจีเอ็มโอ) ทั่วโลกประมาณ 1,500 ล้านไร่ ใน 28 ประเทศทั่วโลก และมีอีก 50 ประเทศทั่วโลกที่นำเข้าพืชจีเอ็มโอ สำหรับการบริโภคและการแปรรูป สะท้อนประเทศเหล่านี้ที่ใช้ตระหนักถึงว่าจีเอ็มโอปลอดภัย ส่วนประเทศไทยนำเข้าข้าวโพด และถั่วเหลือง ซึ่งเป็นจีเอ็มโอมาเป็นสิบๆ ปี ซึ่งผลผลิตยังไม่พอต่อความต้องการใช้ในประเทศ แต่ยังไม่อนุญาตให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอในประเทศ จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายที่โอกาสของเกษตรกรไทย ขณะเดียวกันก็ยังไม่มีกฎหมายพื้นฐานรองรับการนำเข้าพืชจีเอ็มโอด้วย ซึ่งต่างจากเพื่อนบ้านที่มีกฎหมายรองรับแล้ว
“ในเร็วๆ นี้ สมาคมฯจะทำหนังสือรวบรวมข้อมูล และความต้องการของเกษตรกรที่มีความจำเป็นและต้องการปลูกพืชจีเอ็มโอประมาณ 1,040 ราย จากจังหวัดภาคเหนือ กลาง และตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และฝ่ายนิติบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ให้ผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ. … เดินหน้าต่อไป เพื่อรองรับการปลูกพืชจีเอ็มโอในไทย และส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความจำเป็นและไม่มีทางเลือกอย่างอื่นแล้วใช้พืชจีเอ็มโอได้” นายวิชากล่าว
ว่าที่ร.ต.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เทคโนโลยีพืชชีวภาพในต่างประเทศไปไกลมาก แต่ไทยยังอยู่ที่การถกเถียงกันว่าจะใช้พืชแบบนี้หรือไม่ นอกจากนี้หน่วยงานด้านสาธารณสุขระดับสากลยังยอมรับว่าอาหารจากจีเอ็มโอปลอดภัย หลายประเทศสามารถปลูกพืชจีเอ็มโอร่วมกับเกษตรอินทรีย์ได้พร้อมๆ กัน ไม่จำเป็นต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง สามารถจัดการไม่ให้ผสมข้ามพันธุ์กันได้แล้ว
“วันนี้มีความจำเป็นที่ไทยต้องปลูกพืชจีเอ็มโอเอง เพราะปัจจุบันในพืชมีปัญหาโรคและแมลงทวีความรุนแรงจนบางครั้งการใช้ยาฆ่าแมลงไม่สามารถยับยั้งได้ พืชจีเอ็มโอจึงน่าเป็นทางออกที่จะลดการใช้ยาฆ่าแมลง ลดต้นทุนการผลิต ประกอบกับเพื่อนบ้านไทยใช้พืชจีเอ็มโอแล้ว เราต้องยกระดับความสามารถการแข่งขัน ที่สำคัญไทยต้องหากลไกมาดูแลสิ่งมีชีวิตจีเอ็มโอ เพราะกระแสโลกยอมรับการใช้พืชจีเอ็มโอมากขึ้น ซึ่งต้องเข้ามาสู่ไทยอย่างแน่นอนในอนาคต ขณะที่ตอนนี้คนไทยก็ดื่มนมถั่วเหลือง ซึ่งล้วนทำมาจากถั่วเหลืองนำเข้าซึ่งเป็นพืชจีเอ็มโอ สิ่งนี้เกิดมาเป็นสิบปีแล้ว” นายเจษฎากล่าว
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ประธานสมาพันธ์เกษตร ปลอดภัย มั่นคง ยั่งยืนแห่งชาติ (สกช.) กล่าวว่า ปัจจุบันการผลิตอาหารสัตว์ของไทยมีปริมาณ 18.63 ล้านตัน ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเติบโตปีละ 7.2% สัดส่วนการใช้วัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์สูตรหนึ่งๆ หลักๆ เป็นข้าวโพด และกากถั่วเหลืองอยู่ที่ 35% และ 25% ตามลำดับ โดยปัจจุบันในประเทศมีความต้องการใช้ข้าวโพดปีละ 7.5 ล้านตัน ผลิตได้ 4.7 ล้านตัน ซึ่งที่เหลือต้องนำเข้า ส่วนกากถั่วเหลืองมีความต้องการใช้ปีละ 5 ล้านตัน ผลิตได้ 5 หมื่นตัน ต้องนำเข้าจำนวนมากคิดเป็นมูลค่า 7.5 หมื่นล้านบาท ทั้งข้าวโพดและกากถั่วเหลืองที่นำเข้าล้วนเป็นผลผลิตจากพืชจีเอ็มโอ เมื่อไทยมีความต้องการใช้มากเช่นนี้ ประกอบกับในอนาคตประเทศรายล้อมไทยก็จะมีพืชไร่ที่เป็นจีเอ็มโอและโอกาสที่จะส่งออกมายังไทยก็มีมากจากราคาที่ถูกกว่าของไทย ตรงนี้ไทยควรจะปลูกเองไม่ดีกว่าหรือ ภาครัฐควรเป็นคนนำในการออกมาตรการหรือกฎหมายที่ชัดเจนมารองรับการปลูกพืชจีเอ็มโอในประเทศ

