การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายมิติพื้นที่ โดย ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์, เมรดี อินอ่อน

รูปที่ 2 แสดง 20 จังหวัดที่ได้รับการจัดสรรน้อยที่สุด ค่าพิสัยระหว่าง 4000 ถึง 7500 บาทต่อหัว

งบประมาณแผ่นดินประจำปี 2563 ผ่านเป็นกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ถือว่าเป็นกรณีพิเศษ-ตามปกติ พ.ร.บ.จะตราเป็นกฎหมายก่อนเดือนตุลาคม เอกสารงบประมาณแผ่นดินให้ข้อมูลสนเทศที่มีคุณประโยชน์ยิ่ง ช่วยให้เข้าใจว่ารัฐบาลจัดสรรรายจ่ายให้แก่หน่วยงานต่างๆ อย่างไร ซึ่งต่อผลกระทบต่อเศรษฐกิจจังหวัดและประเทศ ในโอกาสนี้เสนอการวิเคราะห์การจัดสรรงบประมาณรายพื้นที่ (จังหวัด) พร้อมข้อสังเกตและการอภิปรายเชิงนโยบาย

ในอดีต การวิเคราะห์การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินมักเน้นว่าเหมาะสมในเชิงเศรษฐกิจมหภาคอย่างไร? ตั้งคำถามว่ายอดการใช้จ่ายเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจหรือไม่? ช่วยกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจได้เพียงใด? วงเงินขาดดุลอยู่ในกรอบวินัยทางการคลังหรือไม่? ไม่สร้างภาระหนี้สาธารณะจนกลายเป็นปัญหาหนี้ล้นพ้นตัว ประเด็นคำถามเหล่านี้ยังคงมีความสำคัญ ในปัจจุบันมีพัฒนาการด้านข้อมูลสนเทศที่น่าชื่นชม ต้องขอบคุณสำนักงบประมาณ สามารถระบุว่า

 

รูปที่ 2 แสดง 20 จังหวัดที่ได้รับการจัดสรรน้อยที่สุด ค่าพิสัยระหว่าง 4000 ถึง 7500 บาทต่อหัว

 

งบประมาณรายจ่ายจัดสรรลง 77 จังหวัดมากน้อยเพียงใด นักวิจัยนำมาเชื่อมโยงกับข้อมูลอื่นๆ เพื่อวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์กับเศรษฐกิจจังหวัด ตามหลักทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ รายจ่ายของภาครัฐส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจังหวัด มีคำศัพท์ที่เรียกว่า “ตัวทวีคูณ” (multiplier) เพราะว่าเม็ดเงินรายจ่าย (สมมุติว่า 5 พันล้านบาท) ลงในจังหวัด A ส่งผลบวกต่อการจัดซื้อจัดจ้าง การลงทุน การจ้างงาน เงินเดือนที่คนของรัฐได้รับถูกนำไปจับจ่ายเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจในจังหวัดหลายหมื่นล้าน

จากข้อมูลขนาดใหญ่ชุดนี้ สามารถนำวิเคราะห์หลายรูปแบบ หนึ่ง วัดจากเม็ดเงิน ค่าเฉลี่ยของรายจ่ายที่จัดสรรให้จังหวัดเท่ากับ 34,795 ล้านบาท โดยมีหน่วยรับงบประมาณหลายร้อยองค์กร ซึ่งแต่ละแห่งมีแผนงานใช้จ่ายอยู่แล้ว เร่งดำเนินการเบิกจ่าย (disbursement) ตามนโยบาย สอง วัดจากรายจ่ายต่อหัว (per capita budget) ผลคำนวณค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16,284 บาทต่อคน สาม วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำ ซึ่งสรุปว่า เหลื่อมล้ำด้านงบประมาณของไทยเรานั้นสูงมาก 2 จังหวัดที่ได้รับการจัดสรรรายจ่ายต่อหัวสูงสุดคือ กรุงเทพมหานคร (329,414 บาทต่อคน) และนนทบุรี (24,208 บาทต่อคน) ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากสองจังหวัดเป็นที่ตั้งของส่วนราชการจำนวนมาก เป็นสิ่งที่ติดพันมาในอดีต (แต่ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต)

สี่ นักวิจัยนำข้อมูลมาเรียงลำดับ (ranking) จากมากที่สุดถึงน้อย พร้อมกับสังเกตการเปลี่ยนแปลง ทำนองเดียวกับเการจัดลำดับนักเทนนิสโลก ในกลุ่มกลางตารางตำแหน่งกระโดดขึ้นหรือลงได้มาก ลำดับบนสุดอาจจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ขอแสดงด้วยรูปภาพ ในรูปแรก ระบุ 18 จังหวัดที่ได้รับการจัดสรรสูงสุด (รองจาก กทม และนนทบุรี) รายจ่ายต่อหัวอยู่ในช่วงพิสัย 11000 ถึง 33,000 บาทต่อคน) ลำดับที่ 3-4-5 คือ นครปฐม ยะลา และปทุมธานี ยะลาอาจจะไม่ใช่จังหวัดใหญ่มากเมื่อเปรียบเทียบกับสงขลา เชียงใหม่ หรือขอนแก่น แต่ด้วยลักษณะพิเศษจากสถานการณ์ไม่สงบในภาคใต้ รัฐบาลมีความจำเป็นต้องส่งหน่วยงานบุคลากรและจัดบริการสาธารณะพิเศษลงพื้นที่

จากข้อมูลนี้นำมาคำนวณดัชนีความเหลื่อมล้ำ (Gini coefficient) ได้ผลสรุปดังนี้ หนึ่ง ดัชนีจินี = 0.49 รวมทุกจังหวัด ถือว่าสูงมาก สอง หากไม่นับรวมกรุงเทพฯ ในกลุ่มตัวอย่าง ดัชนีจินีลดลงเหลือ 0.33 สะท้อนว่าการจัดสรรรายจ่ายรวมศูนย์ในกรุงเทพฯมาก อย่างไรก็ตาม ถึงไม่นับรวม กทม. การจัดสรรงบประมาณพื้นที่ (จังหวัด) ก็ถือว่าเหลื่อมล้ำสูงทีเดียว
การวิเคราะห์เชิงอุดมคติหรือในเชิงนโยบาย ข้อมูลชุดนี้ช่วยให้แนวความคิดว่า การผลักดันมาตรการลดความเหลื่อมล้ำสามารถดำเนินการผ่านการจัดสรรรายจ่ายมิติพื้นที่ ทางหนึ่ง ลดการรวมศูนย์ในส่วนกลาง กรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครปฐม โดยอาจจะส่งสัญญาณให้กรม/กระทรวง กระจายเงินลงในสาขาของกรมในต่างจังหวัด แทนที่จะรวมศูนย์การจัดซื้อจัดจ้างภายในกรม ให้หน่วยงานสาขาทำหน้าที่จัดซื้อจัดจ้างแทนจะตรงกับความต้องการผู้ใช้มากขึ้น ทางที่สอง กลุ่มจังหวัดที่เคยได้รับงบประมาณน้อยหรือระดับปานกลาง ควรจะให้มีโครงการพิเศษ การลงทุนหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยกำหนดเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำภายใน 4-8 ปี จะส่งเสริมกระบวนการไล่กวดทางเศรษฐกิจ (catching-up hypothesis) ซึ่งในปัจจุบันหน่วยงานในต่างจังหวัดมีความรู้ทักษะไม่ต่างจากหน่วยงานส่วนกลาง มีองค์ความรู้ด้านวิจัยและพัฒนาที่เกิดจากมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด

สุดท้ายขออุปมาอุปไมยว่า งบประมาณนั้นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดสรรพสิ่งให้เข้าใกล้ฉันใด หากต่างจังหวัดได้รับอำนาจเงินเพิ่มขึ้น สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้เพิ่มขึ้น ย่อมดึงดูดให้หน่วยธุรกิจกระจายตัวออกไป จะเกิดสถานประกอบการรายใหม่กระจายอยู่ใน 77 จังหวัดอย่างแน่นอน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สำนักงานประกันสังคม อัด3หมื่นล้าน เสริมสภาพคล่องจ้างงานในสถานประกอบการได้รับผลกระทบโควิด
บทความถัดไปทำไม “อัตราการตาย” โควิด-19 ไม่เท่ากันในแต่ละประเทศ?