เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้เององค์การอนามัยโลก (WHO) เพิ่งประกาศชื่อที่เป็นทางการสำหรับใช้เรียกโรคทางเดินหายใจที่เกิดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ว่า “โควิด-ไนน์ทีน” (Covid-19) โดยชื่อนี้มาจากคำย่อจากภาษาอังกฤษของคำว่า Coronavirus disease รวมทั้งเลข 19 ซึ่งแสดงถึงปีที่มีรายงานการแพร่ระบาดครั้งแรก

การระบาดทั่วของโคโรนาไวรัส พ.ศ.2562-2563 เริ่มต้นขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ.2562 โดยพบครั้งแรกในนครอู่ฮั่น เมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน โดยองค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้การระบาดนี้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศในวันที่ 30 มกราคม 2563 และองค์กรอนามัยโลก (WHO) ประกาศยกระดับโรคโควิด-19 เป็นการระบาดใหญ่ หรือระยะ Pandemic จากการแพร่ระบาดลุกลามไปแล้วใน 118 ประเทศทั่วโลก โดยปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อไวรัสมากกว่า 121,000 คน อีกทั้งยังคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 4,300 คน ในวันที่ 11 มีนาคม 2563
ในวันที่ 12 เมษายน 2563 มีผู้ติดเชื้อยืนยันแล้วมากกว่า 1,699,000 คนใน 209 ประเทศและดินแดน มีผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดแล้วมากกว่า 102,700 คน และมีผู้หายป่วยแล้วมากกว่า 376,000 คน
สำหรับหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงต่อโรคระบาดระดับโลกครั้งนี้คือองค์การอนามัยโลกซึ่งเป็นทบวงการชำนาญพิเศษของสหประชาชาติ ซึ่งรับผิดชอบการประสานงานด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ก่อตั้งเมื่อ 7 เมษายน พ.ศ.2491 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และมีสำนักงานส่วนภูมิภาคตั้งอยู่อีกใน 6 เมืองทั่วโลก ได้แก่ กรุงบราซาวีล ประเทศคองโก, กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา, กรุงไคโร ประเทศอียิปต์, กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก, กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย และกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

องค์การอนามัยโลกมีหน้าที่ที่แจ้งชัด 4 ข้อ คือ
1) อำนวยความช่วยเหลือแก่ประเทศต่างๆ ตามความต้องการเมื่อได้ร้องขอมา
2) จัดให้บริการด้านสุขภาพอนามัยแก่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก
3) ส่งเสริมและประสานงานด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ระหว่างชาติเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพต่างๆ อันไม่อาจดำเนินไปได้โดยลำพังของแต่ละประเทศ
4) ทำหน้าที่แก้ปัญหาโรคที่ยังไม่สามารถรักษาได้ เช่น ซาร์ส ไข้หวัดนก โควิด-19 เป็นต้น
คราวนี้เมื่อเกิดวิกฤตการณ์โรคโควิด-19 เป็นระดับแพนเดมิคแล้วคนที่ถูกตำหนิมากที่สุดคือ นายเทดรอส แอดนาฮอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) วัย 55 ปี ชาวเอธิโอเปีย (นายเทดรอสเป็นนักจุลชีววิทยาและนักสาธารณสุข เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของประเทศเอธิโอเปีย เป็นชาวแอฟริกันคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ในเดือน พ.ค.2560 และเป็นผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกคนแรกที่ไม่ได้เป็นแพทย์ในประวัติศาสตร์ 72 ปีขององค์การอนามัยโลก) เนื่องจากไม่กี่สัปดาห์หลังโควิด-19 เริ่มระบาดในจีน เทดรอสรีบเดินทางไปจีนและกล่าวชื่นชมผู้นำจีนอย่างสูงที่ใช้มาตรการรวดเร็วเฉียบขาดต่างๆ รับมือกับโควิด-19 รวมทั้งการปิดเมืองอู่ฮั่นและมณฑลหูเป่ย์ จนขณะนี้จีนเกือบควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว
แต่ผู้ที่รู้จักและเคยร่วมงานกับเทดรอสบางคนชี้ว่า เขามีความเป็น “นักการเมือง” สูงมาก บางครั้งก็สูงเกินไป
นอกจากนี้ รองประธานาธิบดีเฉิน เฉียนเจิน ของไต้หวัน กล่าวว่า ไต้หวันเคยเตือนไปยังองค์การอนามัยโลกเมื่อวันที่ 31 ธันวาคมปีที่แล้วถึง เรื่องการแพร่เชื้อจากคนสู่คน หลังจากแพทย์ไต้หวันได้ข้อมูลว่าแพทย์ในอู่ฮั่นล้มป่วย แต่องค์การอนามัยโลกกลับไม่ตรวจพิสูจน์ยืนยันเรื่องนี้เป็นเหตุให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จึงได้โจมตีองค์การอนามัยโลกอย่างดุเดือด และยังขู่จะระงับเงินช่วยเหลือองค์กรซึ่งเป็นด่านหน้าในการต่อสู้กับโรคระบาดที่แพร่เชื้อสู่ชาวโลกแล้วมากกว่า 1.6 ล้านราย นับแต่พบเชื้อไวรัสนี้ปรากฏที่เมืองอู่ฮั่นของจีนครั้งแรกเมื่อปลายปีที่แล้ว
นายเทดรอส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกได้แถลงที่เจนีวาตอบโต้คำวิจารณ์ของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ระบุว่า องค์การอนามัยโลกเอาอกเอาใจยกจีนเป็นศูนย์กลางทั้งที่สหรัฐบริจาคเงินให้มากที่สุด โดยอ้างว่าตัวนายเทดรอสเองตกเป็นเป้าหมายการใส่ร้ายป้ายสีเหยียดสีผิวจากไต้หวันนับแต่เริ่มวิกฤตโควิด-19 สามเดือนที่แล้ว เพราะเป็นการทำให้วิกฤตนี้เป็นเรื่องการเมืองเนื่องจากไต้หวันไม่ได้เป็นสมาชิกขององค์การอนามัยโลกนั่นเอง
ไต้หวันโกรธแค้นคำกล่าวของผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกชาวเอธิโอเปียรายนี้ โดยย้อนว่าคำกล่าวของเทดรอสไม่มีมูลความจริงเลยเป็นการใส่ความแท้ๆ เพราะนายเทดรอสกล่าวหาอย่างลอยๆ และทางการไต้หวันได้ตรวจสอบแล้วไม่พบว่าสื่อหรือเจ้าหน้าที่ของไต้หวันได้ใส่ร้ายป้ายสีนายเทดรอสเลย ทางการไต้หวันจึงเรียกร้องให้เขาขอโทษที่ “ใส่ความ” ไต้หวัน
นางสาวไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีหญิงของไต้หวันยังเชิญให้นายเทดรอสมาเยือนไต้หวัน และเรียนรู้วิธีการที่ไต้หวันจัดการกับโรคระบาดนี้ และท้าทายให้นายเทดรอสขัดขืนแรงกดดันจากจีน เนื่องจากไต้หวันมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพียง 382 ราย น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกหลายชาติมาก โดยเป็นผลจากการป้องกันอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ไต้หวันเพิ่งมีผู้เสียชีวิตรายที่ 6 เมื่อวันศุกร์ ซึ่งเป็นคนชราที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังอยู่
นายเทดรอส แอดนาฮอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกถ้าจะอยู่ยากเสียแล้ว
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

