เหยี่ยวถลาลม : ทวงไม่เลิก
ไม่ได้ตั้งใจจะทวงหนี้ แต่เป็นการ “ทวงถาม”
หลังจากมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ลงนามโดย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ฐานะประธานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ให้ “หน้ากากอนามัย” เป็น “สินค้าควบคุม” เรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ก็ดูแปลกๆ ไป
“โควิด-19” เริ่มบุกเข้าไทยในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคม
วันที่ 29 มกราคม กรมการค้าภายในเชิญ 11 โรงงานผู้ผลิตหน้ากากอนามัยมาประชุม พอวันรุ่งขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์บุกตรวจโรงงานพร้อมออกสื่อให้สัมภาษณ์เสียงดังฟังชัดว่า “มีสต๊อกหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น พอใช้ไป 4-5 เดือน”
ราคาขายตอนนั้นชิ้นละ 2.50 บาท
แต่หลังจากวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ซึ่งประกาศให้เป็นสินค้าควบคุม “เสียง” ทุกเสียงผิดเพี้ยน-เปลี่ยนแปลงไป
ผู้ผลิตกลับบอกว่า “สต๊อกมีอยู่แค่ 5 แสนชิ้น”
ล่วงผ่านไป 2 เดือน “จุรินทร์” ก็ออกมาพูดใหม่ว่า 200 ล้านชิ้นที่เคยพูดนั้น หมายถึง “วัตถุดิบ” ที่ใช้ผลิต ไม่ใช่ “หน้ากากอนามัย”
แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร เกือบ 3 เดือนมานี้ “หน้ากากอนามัย” ก็ยังไม่มีขายในตลาด !!
หรือถ้ามี ราคาก็เพิ่มขึ้นจากเดิมเกือบ 10 เท่า จาก 2 บาทกว่า เป็น 20 กว่าบาท
ใช่หรือไม่ว่า กระทรวงพาณิชย์สิ้นฤทธิ์ในการกำกับกลไกให้ตอบสนองความต้องการของประชาชน ?
ก่อนหน้านี้ สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ที่ปัจจุบันเป็นคน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกว่า เมื่อพบว่า อุปกรณ์ทางการแพทย์ขาดแคลนอย่างหนักเพราะมีการกักตุนกันเป็นจำนวนมาก นายกรัฐมนตรีก็ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเกี่ยวกับการบริหารจัดการพัสดุสำหรับการป้องกัน การควบคุมและรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ขึ้นมา
แล้วไง จนถึงวันนี้แค่สืบให้รู้ว่า “หน้ากากอนามัยหายไปไหน” ก็ยังไม่มีความคืบหน้า
เห็นแต่แมววิ่งไล่จับหนูให้ดูขำๆ ครื้นเครง
ไม่มีความเปลี่ยนแปลงอันใดเป็นผลดีแก่ชาวบ้านที่ต้องการเข้าถึง “หน้ากากอนามัย” ในราคาเป็นธรรม
ถ้าโรงงานในประเทศผลิตสินค้าไม่พอกับความต้องการก็เปิดทางให้นำเข้าจากต่างประเทศแล้วปล่อยให้ค้าขายแข่งขันกันอย่างเสรีตามกลไกตลาด ราคาของ “หน้ากากอนามัย” คงไม่พุ่งกระฉูดไปถึง 10 เท่า
ลองทบทวนกันดู หลังจากประกาศเป็น “สินค้าควบคุม” แล้ว ประชาชนได้อะไรขึ้นมา
บนเส้นทางที่คดเคี้ยวนี้ “ใครได้-ใครเสีย” !?!!

