หน้าแรก Uncategorized โลกสองวัย : เ...

โลกสองวัย : เข้าพรรษาทำสมาธิ

21.07.16 | 13:38 น.

เข้าพรรษา นอกจากน้องหนูต้องไปโรงเรียนตามปกติ มีเวลาจะทำอะไรดี

แม้ทุกวันนี้น้องหนูยังต้องเรียนมากเท่าเดิม ถึงจะมีนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” เกิดขึ้นแล้วก็ตาม แต่หลายโรงเรียนยังไม่รู้ว่าจะปฏิบัติอย่างไรจึงเป็นการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้

เพราะการเรียนยังมีชั่วโมงเท่าเดิม มีสาระวิชาเท่าเดิม ทั้งต้องมีการสอบในแต่ละภาคเรียน ส่วนเพิ่มเวลารู้อาจจะเริ่มขึ้นบ้าง เช่นให้เข้าห้องสมุดอ่านหนังสือที่ต้องการ

กิจกรรมหนึ่งที่หลายโรงเรียนมีการปฏิบัติต่อเนื่องมายาวนาน ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาตอนปลาย เมื่อขึ้นไปเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นอาจยังให้ปฏิบัติอยู่บ้าง แต่เมื่อขึ้นเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายน่าจะหยุดปฏิบัติไปหลายโรง มิเช่นนั้น น้องหนูแต่ละคนอาจนำไปปฏิบัติด้วยตัวเองต่อเนื่อง

กิจกรรมที่ว่าคือการทำสมาธิ

Advertisement

มีเอกสารว่าถึงเรื่องการทำสมาธิมาให้น้องหนูทั้งที่เคยปฏิบัติและไม่เคยปฏิบัติมาให้รับรู้รับทราบ คือการทำสมาธิ ครูอาจารย์มักเริ่มต้นด้วยการให้ “บริกรรม” เช่นบริกรรม ท่องคำว่า “พุทโธ” หรือ “ยุบหนอ พองหนอ” หรือ “สัมมาอรหัง” แล้วแต่ว่าเรียนสำนักไหน

แต่บางสำนักไม่ต้องใช้คำบริกรรม ให้กำหนดลมหายใจเข้าออก หรืออานาปานสติ

การบริกรรม หรือการกำหนดลมหายใจเข้าออก เพื่อกรองอารมณ์ให้เหลือเพียงหนึ่งเดียวลดการทำงานของคลื่นสมองเข้าสู่หัวใจ เพื่อให้เกิดสมาธิให้จิตรวมเป็นหนึ่ง

หลังจากนั้นหากปฏิบัติเป็นประจำ จะเกิดสมาธิ 3 ขั้น คือ

ขณิกะสมาธิ เป็นสมาธิขั้นต้นชั่วขณะ

อุปจาระสมาธิ คือสมาธิขั้นกลาง มีความชำนาญในการทำสมาธิ เข้าถึงสมาธิได้รวดเร็วและอยู่ในสมาธิได้นานขึ้น

อัปปนาสมาธิ สมาธิขั้นสูง สามารถกำหนดจิตให้อยู่นิ่งตามความต้องการ

สมาธิแต่ละขั้นต้องใช้เวลาปฏิบัติมากน้อยแล้วแต่ว่าใครจะเข้าถึงได้เร็วและนานกว่าใคร บอกไม่ได้ว่าต้องปฏิบัติสมาธินานเท่าใด

จากนั้นจะเป็นการผลิตพลังจิต คือระหว่างที่ปฏิบัติสมาธิจะมีการผลิตพลังจิตสะสมไว้ที่ฐานจิตกำหนด อาจเป็นฐานที่หน้าผาก ปลายจมูก บริเวณใบหน้า หัวใจ สะดือ พลังจิตที่สะสมไว้จะไม่เสื่อมคลาย

ฐานของสมาธิจะอยู่ ณ ที่ใด ขึ้นกับการเรียนรู้ และการปฏิบัติที่ครูอาจารย์แต่ละสำนักนิยม ส่วนผู้ที่ใช้วิธีกำหนดลมหลายใจเข้าออกมักกำหนดฐานไว้ที่ปลายจมูก

การปฏิบัติสมาธิเมื่อปฏิบัติมากขึ้นและมีพลังจิตสะสมมากพอ อาจทำให้ผู้ปฏิบัติได้รับผลหลายประการ อาทิ มีความฉลาด มีเชาวน์ปัญญาดี มีเมตตา รักษาศีลได้ดี ความเห็นแก่ตัวลดลง มีความรับผิด ชอบสูงขึ้น เกิดความเกรงกลัวต่อความชั่วโดยอัตโนมัติ ทำให้เกิดสติสัมปชัญญะมีความยั้งคิดในการกระทำ เป็นผู้ที่มีเหตุผลการดำเนินชีวิตในสังคม และมีความสบายใจ คลายกังวล นอนหลับง่าย ลดอาการปวดศีรษะ

ยิ่งเมื่อปฏิบัติฝึกสมาธิตลอดเวลา พลังจะเกิดมากเพียงพอเป็นกระแสจิต อาจได้รับผลแล้วแต่ว่าใครจะได้เห็นในการทำสมาธิ เช่นเห็นแสงสีจากการทำสมาธิ

เมื่อผ่านการทำสมาธิสม่ำเสมอห้วงเวลาหนึ่งจะเกิดภวังค์ และภวังค์นั้น เกิดต่อจากเมื่อจิตเป็นหนึ่ง ซึ่งภวังค์มี 2 รูปแบบ คือภวังค์ที่เกิดตามธรรมชาติ คือการที่เรานอนหลับทุกคืน กับภวังค์ที่สร้างขึ้น คืออาการคล้ายหลับระหว่างทำสมาธิ บางคนอาจเห็นภาพที่เรียกว่า นิมิต เหมือนกับเราหลับแล้วฝัน

ยิ่งเข้าภวังค์มาก หรือบ่อยจนเกิดความชำนาญ รวมถึงการมีพลังจิตมากพอ จะสามารถเข้าภวังค์แบบรู้ตัว มีสติควบคุม และทำงานได้ขณะอยู่ในภวังค์

การฝึกปฏิบัติสมาธิ เมื่อปฏิบัติเป็นประจำผลที่ได้รับยังมีอีกมาก เช่นขั้นต่อไปคือเกิด “ฌาน”