ปภ.แนะเทคนิคการขับรถผ่านเส้นทางน้ำท่วม…ลดเสี่ยงอันตราย – ป้องกันรถเสียหาย

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แนะเทคนิคการขับรถผ่านเส้นทางน้ำท่วมอย่างปลอดภัย โดยผู้ขับขี่ควรประเมินสภาพเส้นทาง เพื่อคาดการณ์ความสูงและความแรงของน้ำ ปิดเครื่องปรับอากาศ ลดความเร็ว รักษารอบเครื่องยนต์ ให้อยู่ในอัตรา 1,500 รอบต่อนาที ใช้เกียร์ต่ำ ไม่เร่งเครื่องยนต์ และลดการใช้เบรก รวมถึงเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากรถคันหน้าหยุดกะทันหันหรือเกิดเหตุขัดข้อง

นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กล่าวว่า การขับรถผ่านเส้นทางน้ำท่วม มีความเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายและอาจทำให้เครื่องยนต์ชำรุดเสียหายเพื่อความปลอดภัย กระทรวงมหาดไทยโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ขอแนะเทคนิคในการขับรถผ่านเส้นทางน้ำท่วมอย่างปลอดภัย ดังนี้ ผู้ขับขี่ควรประเมินสภาพเส้นทาง โดยสังเกตจากสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว อาทิ เสาไฟฟ้า ต้นไม้ เพื่อประเมินความสูงของระดับน้ำและความแรงของกระแสน้ำ ปิดเครื่องปรับอากาศ เพื่อป้องกันพัดลมแอร์พัดน้ำเข้าไปในห้องเครื่อง ทำให้เครื่องยนต์กับหรือระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ขัดข้อง ใช้ความเร็วต่ำและรักษาความเร็วให้อยู่ในระดับเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ โดยให้รอบเครื่องยนต์อยู่ในอัตรา 1,500 รอบต่อนาที ใช้เกียร์ต่ำ โดยรถเกียร์ธรรมดาให้ใช้เกียร์ 1 หรือเกียร์ 2 ส่วนรถเกียร์อัตโนมัติให้ใช้เกียร์ L รวมถึงไม่เร่งเครื่องยนต์ เพราะจะทำให้ความร้อนสูงขึ้น ใบพัดระบายความร้อนทำงานหนัก และน้ำเข้าเครื่องยนต์มากขึ้น ส่งผลให้เครื่องยนต์ดับ ลดการใช้เบรก โดยใช้แรงเฉื่อนของเครื่องยนต์ในการหยุดหรือชะลอความเร็วรถ ตลอดจนเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุหากรถคันหน้าขัดข้องหรือหยุดกะทันหัน หากเครื่องยนต์ดับขณะขับผ่านเส้นทางน้ำท่วม ให้นำรถไปจอดไว้ในบริเวณที่น้ำท่วมไม่ถึง ที่สำคัญห้ามสตาร์ทรถ    เพราะน้ำจะเข้าเครื่องยนต์ ส่งผลให้เครื่องยนต์ได้รับความเสียหาย สำหรับการปฏิบัติหลังจากขับรถ ผ่านเส้นทางน้ำท่วม ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบระบบเบรกและคลัตช์ โดยเหยียบย้ำเบรกแบบถี่ ๆ เพื่อไล่น้ำออกจากผ้าเบรก หากเป็นรถเกียร์ธรรมดา ให้เหยียบย้ำคลัตช์ เพื่อป้องกันคลัตช์ลื่น นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ควรขับรถต่อไปอีกหรือสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้ ประมาณ 20 นาที เพื่อไล่น้ำหรือความชื้นที่อยู่ในระบบต่าง ๆ ของรถและเครื่องยนต์ หากรถมีอาการผิดปกติ ควรนำรถไปตรวจสอบสภาพก่อนนำไปใช้งาน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ ประชาชนที่ประสบอุบัติเหตุทางถนน สามารถติดต่อแจ้งเหตุหรือขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะได้ประสานการให้ความช่วยเหลือต่อไป

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้DITP ประกาศความสำเร็จโครงการ Agri plus Logistics จับคู่บริษัทโลจิสติกส์ – เกษตรกรภาคเหนือ – ผู้นำเข้าต่างชาติ เกิดมูลค่าการค้ารวมกว่า 85 ล้านบาท
บทความถัดไปทีโอที แสดงจุดยืนร่วมกันต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ