เคยมีรายงานจาก องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่า แรงงานเกินครึ่งใน 5 ประเทศของอาเซียน เสี่ยงสูงที่จะสูญเสียงานให้กับเครื่องจักรอัตโนมัติในอีก 20 ปีข้างหน้า
ไม่ใช่เรื่องไกลจากนี้ เมื่อ Alpha Go หรืออัลฟาโกะ ปัญญาประดิษฐ์ ที่พัฒนาขึ้นมาเอาชนะปรมาจารย์หมากล้อมได้อย่างน่ากลัว นับประสาอะไรกับการพัฒนาให้มันสามารถทำงานหลายอย่างแทนมนุษย์
แล้วอะไรจะทำให้เรารอดพ้นจากความอัจฉริยะของปัญญาประดิษฐ์ได้…
มีโอกาสฟัง TED Talks โดย “แอนโทนี โกลด์บลูม” ผู้ร่วมก่อตั้ง และซีอีโอ Kaggle ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการรับมือและจัดการแก้ปัญหากับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ได้นำประสบการณ์ที่เคยพบจากการเขียนอัลกอริธึมให้สมองกลอัจฉริยะทำอะไรได้หลายอย่างจนเรียกได้ว่า “น่าอัศจรรย์” กระทั่งน่ากลัวว่าจะ “แย่งงาน” มนุษย์ได้
ทำให้ “แอนโทนี” มาร่วมแบ่งปันแนวคิดว่า มนุษย์จะเอาชนะปัญญาประดิษฐ์ได้หรือไม่ในเรื่องอาชีพการงาน และด้วยวิธีไหน
ประเด็นสำคัญคือ “ความทรงพลังที่สุดของปัญญาประดิษฐ์ คือการเป็นจักรกลที่เรียนรู้จากข้อมูล และเลียนแบบบางอย่างที่มนุษย์ทำได้” และทำได้เห็นผลมาแล้วในวงการอุตสาหกรรม และแม้แต่ภาควิชาการ
ปัญญาประดิษฐ์ทำได้ตั้งแต่งานง่ายๆ เช่น การประเมินความเสี่ยงเครดิตจากแบบคำขอเงินกู้ การแยกจดหมายโดยตัวอักษร เป็นต้น กระทั่งพัฒนามาทำงานที่ซับซ้อนได้ อาทิ การเขียนอัลกอริธึมให้สามารถให้คะแนนบทความของเด็กมัธยม มีจนถึงเขียนอัลกอริธึมให้สามารถคำนวณและให้คะแนนได้เหมือนกับที่ครูที่เป็นคนจริงๆ ทำ รวมถึงช่วยในการวินิจฉัยโรคได้ด้วย
“หากมีข้อมูลที่เหมาะสมจักรกลกำลังจะทำงานได้ดีกว่ามนุษย์สำหรับงานลักษณะนี้” เขาระบุ
นึกให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า ครูคนหนึ่งอาจอ่านบทความ 10,000 เรื่อง มาตลอดการทำงาน 40 ปี แพทย์บางสาขาเฉพาะอาจมีความเชี่ยวชาญวินิจฉัยโรคเดิมเป็นหมื่นครั้ง และจักรกลสามารถอ่านบทความหลายล้านเรื่อง หรือวินิจฉัยอวัยวะชิ้นเดิมที่หลายล้านครั้ง ได้ภายในไม่กี่นาที
จักรกลจึงเอาชนะมนุษย์ได้ในในบริบท งานที่มีการทำซ้ำๆ และมีปริมาณมาก
และอะไรที่สามารถทำได้ โดยที่จักรกลทำไม่ได้…
คำตอบคือ จักรกลยังพัฒนาไปได้น้อยในเรื่องการหาทางแก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่ๆ กล่าวคือ ยังไม่อาจรับมือสิ่งที่พวกมันไม่เคยเห็นซ้ำๆ มาก่อน เพราะมันจำเป็นต้องเรียนจากข้อมูลในอดีตปริมาณมากๆ
จุดเด่นคือ มนุษย์มีความสามารถที่จะเชื่อมต่อสิ่งเล็กๆ ที่อาจดูไม่เกี่ยวข้องกันเพื่อแก้ปัญหาที่เรายังไม่เคยเห็นมาก่อน โดยเขายกกรณีให้เห็นภาพของ “เพอร์ซี สเปนเซอร์” นักฟิสิกส์ ที่ทำงานเกี่ยวกับเรดาร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อเขาสังเกตว่าแมกนีตรอนทำให้แท่งช็อกโกแลตของเขาละลาย เขาสามารถเชื่อมต่อความเข้าใจในเรื่องการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้า กับความรู้ในเรื่องการทำอาหาร เพื่อที่จะประดิษฐ์ “เตาไมโครเวฟ”
“จักรกลจะไม่สามารถเอาชนะเราได้ เมื่อมันเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาต่อสถานการณ์ใหม่”
เพราะจักรกลยังไม่ได้พัฒนาไปในเรื่องการแก้สถานการณ์ใหม่ๆ
ลงเอย คือ ยังไม่สามารถเอาชนะในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ชนิดต้นแบบจากมนุษย์ได้นั่นเอง

