หน้าแรก Uncategorized ไม่ว่าจะเดินไ...

ไม่ว่าจะเดินไปหรือคลานไป โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

9.09.16 | 12:48 น.

หลังศาลปกครองกลาง แผนกคดีสิ่งแวดล้อม อ่านคำพิพากษา ในคดีที่ “ปู่คออี้” กับชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงรวม 6 คน ฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติฯ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในขณะเกิดเหตุ

ในคดีที่เจ้าหน้าที่อุทยานเข้ารื้อทำลายเผาบ้านเรือนเพื่อขับไล่ออกจากถิ่นที่อยู่เดิม โดยขอให้มีการชดใช้ค่าเสียหายและขอสิทธิในการกลับไปอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่เดิมซึ่งเป็นพื้นที่บรรพบุรุษ

โดยคำพิพากษาสรุปให้ยกฟ้อง

แต่ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 6 คน เป็นเงินคนละ 10,000 บาท

หลังสิ้นคำพิพากษา “ปู่คออี้” ในวัยกว่าร้อยปี กล่าวกับนักข่าวว่า

Advertisement

ต้องยอมรับคำพิพากษา เมื่อไม่ให้กลับไปอยู่บ้านเดิม เพราะเคารพศาล แต่สาบานว่าบ้านบางกลอยบน เป็นบ้านเดิม ไม่ได้บุกรุกใหม่ และไม่คิดละเมิดคำสั่งศาล

ยืนยันว่าบ้านที่ถูกเผาคือบ้านเกิด ไม่ใช่แค่ที่พัก เพราะตอนเกิดมา จำความได้ก็อยู่กับแม่กับพ่อ น้ำนมหยดแรกก็กินที่บางกลอยบน

“ปู่อยากกลับบ้านนะ ไม่ว่าจะเดินไป หรือคลานไปก็จะไป ที่ไหนก็ตามที่เหมาะกับเรา มันมีความสุขเสมอ”

ความหวังที่ยังเหลืออยู่ของปู่คออี้ก็คือ การยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดต่อไป

“ถ้าร่างกายยังแข็งแรง ยังไงก็จะสู้จนถึงที่สุด” เป็นคำยืนยันจากชายชราวัย 105 ปี

เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2554 มีการต่อสู้ทางด้านคดีความกันมายาวนาน

โดยนายชัยวัฒน์ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานรื้อทำลาย เผาบ้านเรือนและทรัพย์สินของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง บริเวณบ้านบางกลอยบน กว่า 20 ครอบครัว มีบ้านพักอาศัย และยุ้งฉาง ถูกจุดไฟเผาราว 100 หลัง โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าชนกลุ่มน้อยเหล่านี้บุกรุกอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

ขณะที่ชาวบ้านต่อสู้ว่า เจ้าหน้าที่ไม่ตรวจสอบสถานะบุคคลตามกฎหมายสัญชาติ และกฎหมายทะเบียนราษฎร รวมถึงไม่ตรวจสอบพื้นที่ทับซ้อนกับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนดั้งเดิมเสียก่อน

สุดท้ายคำพิพากษาของศาลปกครองกลางเห็นว่า เป็นการบุกรุกแผ้วถางหรือเผาป่าเพื่อเข้ายึดครองที่ทำกินในพื้นที่อุทยานจริง หลังจากเจ้าหน้าที่อุทยานตรวจพบการกระทำผิด ได้ร่วมกับผู้ใหญ่บ้านและตัวแทนชาวบ้านทำหน้าที่เจรจา และกำหนดเวลาให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและเก็บทรัพย์สินออกไปจากพื้นที่ก่อนตามขั้นตอน ถือเป็นการใช้อำนาจโดยชอบของเจ้าหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ

ในวันอ่านคำพิพากษาเมื่อ 7 กันยายนนั้น ปู่คออี้นั่งรถเข็นมาฟังด้วยตัวเอง ขณะที่นายชัยวัฒน์ก็มาเช่นกัน

น่าเสียดายที่การต่อสู้คดีของชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยบนนั้น ได้ขาดกำลังสำคัญที่สุดไปนั่นคือ นายบิลลี่ หรือ พอละจี รักจงเจริญ

บิลลี่เป็นหลานชายของปู่คออี้ ที่ได้โอกาสเรียนหนังสือหนังหา มีความเป็นปัญญาชนที่แสวงหาความรู้ด้านต่างๆ และเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐานมากมาย โดยเฉพาะภาพเหตุการณ์วันเผาทำลายบ้านเรือน

บิลลี่หายตัวไปเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 โดยถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแก่งกระจานจับกุมข้อหาครอบครองน้ำผึ้งป่า จากนั้นนายชัยวัฒน์ขับรถมาควบคุมตัวไปสอบสวนเอง

นายชัยวัฒน์ยอมรับว่านำตัวนายบิลลี่ไปว่ากล่าวตักตือน และปล่อยตัวไปแล้ว

แต่จนบัดนี้บิลลี่กำลังสำคัญของคดีฟ้องร้องเจ้าหน้าที่เรื่องเผาทำลายบ้านก็ยังไม่ได้กลับมาหาปู่คออี้และลูกเมียอีกเลย