สธ.เร่งฉีดวัคซีนกลุ่มสูงอายุ-7 กลุ่มโรค ก.ค.-ส.ค. ยันส่งทั่วไทยเดือนละ 10 ล้านโดส
เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค สรุปผลการดำเนินงานฉีดวัคซีน และการกระจายวัคซีนโควิด- 19 ว่าวัคซีนที่ประเทศไทยใช้ในขณะนี้มี 2 ชนิด คือ ซิโนแวคและแอสตร้าเซนเนก้า โดยได้รับวัคซีนซิโนแวคตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงมิถุนายนอย่างต่อเนื่อง และได้รับบริจาคจากสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมตรวจรับ ตรวจสอบคุณภาพเพื่อส่งมอบ (Lot Release) แล้วทั้งหมด 7,475,960 โดส ส่วนแอสตร้าเซนเนก้าได้รับตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์จนถึงมิถุนายน 2564 รวมทั้งหมด 5,489,400 โดส ล่าสุดวันที่ 30 มิถุนายน ได้รับ 846,000 โดส อยู่ในขั้นตอนการกระจายวัคซีน รวมวัคซีนทั้ง 2 ชนิดที่ตรวจรับและกระจายไปจุดฉีดต่างๆ ทั้งสิ้น 12,965,360 โดส
สำหรับการฉีดวัคซีนตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 มีผู้ได้รับวัคซีนทั้งเข็ม 1 และเข็ม 2 รวม 10,227,183 โดส เป็นไปตามแผนที่กำหนด โดยเป็นการฉีดหลังจากเริ่มวาระแห่งชาติ 7 มิถุนายนเป็นต้นมา ฉีดได้ 6,126,662 โดส สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 แล้ว ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ร้อยละ 106.5, เจ้าหน้าที่ด่านหน้าร้อยละ 33.4, อสม.ร้อยละ 30, ผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรคร้อยละ 13.4, ประชาชนทั่วไปในพื้นที่ระบาดร้อยละ 12.5 และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปร้อยละ 11.2 เมื่อพิจารณาความครอบคลุมการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 พบว่าเฉพาะกรุงเทพมหานคร ฉีดครอบคลุมร้อยละ 32.36 รวมกรุงเทพฯและปริมณฑลร้อยละ 23.7 ภูเก็ตร้อยละ 70.25 เป็นไปตามเป้าหมายเปิดภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์
นพ.โอภาสกล่าวว่า หลังจากการฉีดวัคซีน 10 ล้านโดส สิ่งที่ได้เรียนรู้คือวัคซีนทั้ง 2 ชนิดมีความปลอดภัยตามมาตรฐานค่อนข้างดี มีอาการแพ้ที่เรียกว่า Anaphylaxis บ้างแต่อยู่ในระดับไม่รุนแรง พบน้อยกว่า 1 รายในแสนราย สามารถจัดการได้ และจากระบบการเฝ้าระวังเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ภายหลังการฉีดวัคซีน (AEFI) คณะผู้เชี่ยวชาญสรุปแล้วขณะนี้ยังไม่มีรายใดเสียชีวิตจากวัคซีน ทั้งจากการสอบสวนและชันสูตรศพ ส่วนใหญ่พบเป็นเหตุการณ์เกิดร่วมกัน เป็นสิ่งยืนยันว่าวัคซีนที่นำมาฉีดให้กับประชาชนไทยเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัย ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
ส่วนประสิทธิผลวัคซีนซิโนแวคจากการใช้งานจริงในประเทศไทย พบว่าวัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ บางครั้งอาจมีการสื่อสารคลาดเคลื่อนว่าวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไม่ได้ โดยการศึกษาในกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม 14 วัน ที่จังหวัดภูเก็ตพบว่าป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยละ 90.7 สมุทรสาครร้อยละ 90.5
ส่วนกลุ่มบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่จังหวัดเชียงราย ป้องกันได้ร้อยละ 82.8 และฐานข้อมูลกรมควบคุมโรค ในภาพรวมสะสม พบว่าป้องกันได้ร้อยละ 70.9 อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าไม่มีวัคซีนใดในโลกที่ป้องกันการติดเชื้อได้ 100 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่คาดหวังจากวัคซีนคือป้องกันการป่วยหนักและการเสียชีวิตได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์
นพ.โอภาสกล่าวต่อไปว่า สธ.และกรมควบคุมโรคจะกระจายวัคซีนในเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคมอย่างน้อยเดือนละ 10 ล้านโดส ทยอยจัดส่งเป็นรายสัปดาห์ เพื่อฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด โดยในวันนี้ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. ได้ประชุมทางไกลกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป สั่งการเร่งรัดการฉีดในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรคให้ครอบคลุมในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า สธ.และกระทรวงมหาดไทย (มท.) จะบริหารจัดการการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเจรจาจัดหาวัคซีนต่างๆ มาเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความครอบคลุมและประโยชน์มากที่สุด

