หน้าแรก Uncategorized สกู๊ปหน้า 1 :...

สกู๊ปหน้า 1 : จับตา ‘แลมบ์ด้า’ อันตรายพันธุ์ใหม่

11.07.21 | 07:18 น.

สกู๊ปหน้า 1 : จับตา ‘แลมบ์ด้า’ อันตรายพันธุ์ใหม่

เชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์ที่กำลังกลายเป็นข่าวพาดหัวอยู่ในหลายประเทศในเวลานี้คือเชื้อกลายพันธุ์ “แลมบ์ด้า” หรือ “ซี.37” ซึ่งพบครั้งแรกในประเทศเปรู ตอนนั้นเรียกว่า “แอนเดียน แวเรียนท์” หรือเชื้อกลายพันธุ์แอนเดียน

เดิมทีไม่ค่อยได้รับความสนใจมากมายนัก เนื่องจากเป็นธรรมดาของไวรัสตระกูลโคโรนา ที่จะกลายพันธุ์ไปต่างๆ นานาตามธรรมชาติอยู่แล้ว นับตั้งแต่เชื้อซาร์ส-โควี-2 สายพันธุ์ดั้งเดิมซึ่งเริ่มระบาดที่เมืองอู่ฮั่น (ทางวิชาการเรียกว่าสายพันธุ์ “L”) เรื่อยมาจนถึงขณะนี้

เชื้อก่อโรคโควิด-19 นี้กลายพันธุ์ไปแล้วมากกว่า 4,000 ครั้ง พบเชื้อกลายพันธุ์ที่องค์การอนามัยโลกจัดให้เป็นเชื้อที่น่าวิตก หรือแวเรียนท์ ออฟ คอนเซิร์น (วีโอซี) 4 ตัวด้วยกันคือ อัลฟ่า, เบต้า, แกมม่า และ เดลต้า เพิ่งมี “แลมบ์ด้า” นี้เป็นตัวแรกที่ทำให้บรรดานักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา เป็นกังวลอย่างยิ่ง ก่อนหน้าที่องค์การอนามัยโลก จะกำหนดให้เป็น “วีโอซี”

แลมบ์ด้าพบครั้งแรกที่ประเทศเปรู เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2020 หลังจากนั้นก็แพร่ระบาดขนานใหญ่ไปในราว 20 ประเทศในทวีปอเมริกาใต้ด้วยกัน ผู้ป่วยในชิลี ราว 1 ใน 3 ป่วยจากการติดเชื้อกลายพันธุ์แลมบ์ด้านี้ ถึงเดือนเมษายนปีนี้ เชื้อกลายพันธุ์แลมบ์ด้าก็กลายเป็นเชื้อหลักที่ระบาดในเปรู คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 81 เปอร์เซ็นต์ของการระบาดทั้งหมด ตอนที่องค์การอนามัยโลกใส่ “แลมบ์ด้า” ไว้ในบัญชีเชื้อกลายพันธุ์ที่ต้องใส่ใจจับตามอง (แวเรียนท์ ออฟ อินเทอเรสต์-วีโอไอ)

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา แลมบ์ด้าระบาดไปแล้วในราว 30 ประเทศทั่วโลก ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 35 ประเทศ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมนี้

Advertisement

ศาสตราจารย์พาโบล สึกะยามา นักชีววิทยาโมเลกุลจากมหาวิทยาลัยกาเยตาโน เฮเรเดีย ในกรุงลิมา ประเทศเปรู จำแนกพันธุกรรมของเชื้อแลมบ์ด้าออกมาได้เป็นครั้งแรก แล้วก็ถึงกับตกใจแกมทึ่งกับผลลัพธ์ที่ได้ เพราะแลมบ์ด้า “มีรูปแบบการกลายพันธุ์ที่เป็นเอกลักษณ์” ไม่เหมือนกับเชื้อกลายพันธุ์ที่ผ่านๆ มา

ศาสตราจารย์สึกะยามาพบว่า แลมบ์ด้ามีการกลายพันธุ์ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนถึง 19 จุดในลำดับพันธุกรรมของมัน ซึ่งจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงลำดับของกรดอะมีโนของไวรัส ที่น่าตกใจก็คือ 7 จุดในจำนวน 19 จุดดังกล่าว จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน “สไปค์โปรตีน” ซึ่งเป็นตัวการหลักที่ไวรัสใช้รุกรานเพื่อครอบครองเซลล์ในร่างกายของคนเรา

ต่อมาเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน เว็บไซต์เมดอาร์ซีฟ (medrxiv.org) เผยแพร่รายงานผลการวิจัยของทีมวิจัยจาก เอชพีซีเอ (Hospital de Clinicas de Porto Alegre-HPCA) นำโดย พริสซิลา วิงค์ ซึ่งยังไม่ผ่านการวิเคราะห์ทบทวนของเพื่อนร่วมวิชาชีพ ทีมวิจัยบราซิลระบุว่า เมื่อจำแนกพันธุกรรมออกมาวิเคราะห์อย่างละเอียด พบว่ามีส่วนของลำดับพันธุกรรมที่ “ถูกลบหายไป” อยู่ 2 จุด จุดแรกคือ ลำดับที่ 3675-3677 ที่บริเวณ “โออาร์เอฟ 1 เอ” อีกจุดหนึ่งเกิดขึ้นกับยีนที่เป็นตัวกำหนดการสร้างสไปค์โปรตีน ลำดับที่ 246-252

การขาดหายไปของลำดับที่ 3675-3677 นั้น เคยเกิดขึ้นกับเชื้อกลายพันธุ์อันตราย 3 ตัวที่พบมา คือ อัลฟา (บี.1.1.7), เบต้า (บี.1.351) และแกมม่า (พี.1) ส่วนลำดับที่ 246-252 ที่ถูกลบหายไปนั้นไม่เคยพบเห็นในเชื้อกลายพันธุ์ตัวไหนมาก่อน เป็นการขาดหายไปของยีนในส่วนที่กำหนดการสร้างสไปค์โปรตีน ควบคู่ไปกับการกลายพันธุ์อีก 6 จุด คือ G75V, T76I, L452Q, F490S, D614G, และ T859N

นั่นหมายถึงว่าโครงสร้างของสไปค์โปรตีน ของแลมบ์ด้าจะเปลี่ยนไปอย่างมาก ปัญหาคือ การเปลี่ยนแปลงนี้เปลี่ยนไปในทางร้ายทั้งหมด เพราะสามารถทำให้สไปค์โปรตีนของแลมบ์ด้า จับเกาะกับตัวรับ (angiotensin-converting enzyme 2-ACE2) ของเซลล์ในร่างกายมนุษย์ได้เหนียวแน่นกว่าเดิม

ตัวอย่างเช่น L452Q ซึ่งหมายถึงลำดับพันธุกรรมที่ 452 ถูกเปลี่ยนจาก “แอล” เป็น “คิว” นั้น ไม่เคยพบในเชื้อกลายพันธุ์อื่นใดมาก็จริง แต่ก็ใกล้เคียงอย่างยิ่งกับการกลายพันธุ์ L452R ที่พบในเชื้อ “เดลต้า” (บี.1.617.2) ที่สงสัยกันว่าเป็นตัวการทำให้เดลต้าแพร่ระบาดได้รวดเร็วกว่าเดิมถึง 225 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ F490S ก็เป็นการกลายพันธุ์ที่เพิ่มขีดความสามารถให้เชื้อสามารถต้านทานต่อแอนติบอดีในร่างกายคนเราได้มากยิ่งขึ้น

ในบทสรุปตอนท้ายของงานวิจัยชิ้นนี้ วิงค์และคณะ สรุปเอาไว้ว่า “แลมบ์ด้า” จะกลายเป็น “เชื้อที่น่าวิตกกังวล” เพิ่มขึ้นอีกตัวหนึ่งอย่างแน่นอน

ศาสตราจารย์สึกะยามาแจกแจงให้เห็นความสามารถในการแพร่ระบาดของแลมบ์ด้า เอาไว้ดังนี้ “ในเดือนธันวาคมปี 2020 ที่เราพบการติดเชื้อแลมบ์ด้าเป็นครั้งแรก เป็นการพบแค่ 1 ในทุกๆ 200 ตัวอย่างที่นำมาจำแนกพันธุกรรม พอถึงเดือนมีนาคม มันเพิ่มขึ้นกลายเป็นพบใน 50 เปอร์เซ็นต์ของตัวอย่างเชื้อที่นำมาตรวจสอบ อีกแค่ไม่ถึง 3 เดือนถัดมา มันกลายเป็นเชื้อที่พบในกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของการระบาดทั้งประเทศ”

สิ่งที่นักวิชาการยังคงมีความเห็นแตกต่างกันอยู่เกี่ยวกับแลมบ์ด้าก็คือ เชื้อกลายพันธุ์ใหม่นี้นอกจากจะแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังสามารถก่อให้เกิดโรค หรืออาการป่วยที่รุนแรงขึ้นกว่าเชื้ออื่นๆ แต่เดิมหรือไม่

นักวิชาการอย่าง ฮาอิโร เมนเดซ ริโก ที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขของ องค์การสาธารณสุขแพนอเมริกัน ชี้ว่าเป็นไปได้ที่แลมบ์ด้าจะแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่ามันจะก่อให้เกิดโรครุนแรงกว่าเชื้อกลายพันธุ์อื่นๆ

กระนั้นข้อสังเกตของศาสตราจารย์สึกะยามา ก็ทำให้หลายคนยิ่งเป็นกังวลมากขึ้นไปอีก ข้อสังเกตดังกล่าวก็คือ เปรู ประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อแลมบ์ด้า อย่างทั่วถึงมากที่สุดในเวลานี้ ให้บังเอิญมีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อนี้สูงถึง 187,000 ราย ซึ่งถือเป็นอัตราการเสียชีวิตต่อจำนวนผู้ป่วยที่สูงที่สุดของโลกอยู่ในเวลานี้