หน้าแรก Uncategorized จิตแพทย์ห่วงผ...

จิตแพทย์ห่วงผู้สูญเสียจากเหตุโควิด ชี้เด็กเล็กแยกเป็น-ตาย ไม่ได้ ขอผู้ใหญ่อธิบาย อย่าผลักเข้าสู่ภาวะหวาดกลัว

2.08.21 | 17:02 น.

จิตแพทย์ห่วงผู้สูญเสียจากเหตุโควิด ชี้เด็กเล็กแยกเป็น-ตาย ไม่ได้ ขอผู้ใหญ่อธิบาย อย่าผลักเข้าสู่ภาวะหวาดกลัว

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พญ.พรรพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงสุขภาพจิตคนไทยในภาวะล็อกดาวน์ และการดูแลจิตใจกับผู้สูญเสียในช่วงโควิด-19 ว่า ในระยะ 2 สัปดาห์ข้างหน้า ที่ทุกคนต้องร่วมมือกันอีกครั้งหนึ่ง ให้ผ่านสถานการณ์นี้ไปเหมือนที่เราเคยผ่านร่วมกันมา สถานะสุขภาพจิตคนไทยมีภาวะตึงเครียดขึ้นลงตามสถานการณ์ระบาดของโรค โดยสาเหตุสำคัญมาจากการที่เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด-19 แต่ระหว่างนั้น ก็มีความรู้สึกกังวล กลัว โดยเฉพาะระบาดระลอกนี้ที่มีวงกว้างขึ้น สาเหตุความตึงเครียด อันดับแรกมาจากความกังวลว่า จะติดเชื้อ ซึ่งจริงๆ แล้ว เป็นสัญญาณที่ดีในการตระหนักถึงโรคภัย ส่วนที่ 2 คือ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง เป็นวิถีชีวิตใหม่ที่เราคุ้นเคยมาปีกว่าๆ ดังนั้น 2 สัปดาห์ต่อไป จะเป็นอีกช่วงเวลาที่เราต้องปรับตัวให้เกิดความปลอดภัย

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า จากการบริการสายด่วนสุขภาพจิต 1323 พบว่า จำนวนผู้เข้ารับบริการส่วนใหญ่เป็นสายให้ข้อมูลค่อนข้างมาก ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ต้องการรับคำปรึกษามีโอกาสน้อยลง เพราะต้องใช้เวลาให้ข้อมูล เราจึงดำเนินการให้สายให้ข้อมูลขยับไปใช้ระบบอื่น เพื่อให้สาย 1323 เป็นการดูแลผู้ที่ต้องการรับคำปรึกษาและเป็นการโทรฟรี ทั้งนี้ จำนวนสายปีนี้ขยับสูงกว่าปีที่แล้ว หากเทียบตามระลอกการระบาด พบว่า ระลอกที่ 1 ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2563 เป็นช่วงที่สายด่วนสูงกว่าปกติ ต่อมาเป็นระลอกที่ 2 เดือนมกราคม 2564 และระลอกที่ 3 สูงสุดอยู่ในเดือนเมษายน 2564 และยังคงเข้ามาต่อเนื่อง ทั้งนี้ ได้เปิดระบบผ่านเฟซบุ๊ก “1323 สายด่วนสุขภาพจิต กับ COVID-19” เพื่อแชทคุยกับผู้ให้คำปรึกษา เพื่อให้เกิดการโอนไปยังสายให้คำปรึกษา หรือส่งไปยังการรับบริการอื่นๆ รวมถึงเพิ่มไลน์บัญชีทางการ @1323FORTHAI ทั้งนี้ ช่วงนี้มุ่งเน้นให้เกิดการแยกกักในชุมชน (Community Isolation) สำหรับผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวที่พอดูแลตัวเองได้ก็จะอยู่ที่บ้าน (Home Isolation) ดังนั้น เพื่อให้เราเข้าถึงการกักตัวที่บ้าน เราสามารถใช้ไลน์นี้ คุยกับพูดให้คำปรึกษาที่เป็นทีม mCatt ของกรมสุขภาพจิตโดยตรง และยังมี @mcattcovid สำหรับกลุ่มแยกกักในชุมชนด้วย ซึ่งจะมีภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมทำงาน ประชาชนก็สามารถติดต่อเพื่อขอการดูแลในระหว่างแยกกักที่บ้านได้

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ในจำนวนนี้ เริ่มมีกลุ่มผู้สูญเสียเข้ามาขอคำปรึกษาเพิ่มขึ้น จนถึงคนที่อยู่ในการรักษาทั้งโรงพยาบาล และ รพ.สนาม พบว่า ระหว่างที่ตนเองพักรักษาตัว แต่สมาชิกในครอบครัวเสียชีวิต เริ่มเกิดภาวะโศกเศร้าในความสูญเสียที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานกลุ่มผู้ที่แยกกักที่บ้าน พบว่า กลุ่มญาติผู้เสียชีวิตเริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกพื้นที่ ปัญหาหลักคือ เครียด ไม่สบายใจ กังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ร้อยละ 64.7 มีอาการนอนไม่หลับ ร้อยละ 23.5 หูแว่ว หวาดระแวง ร้อยละ 5.9 อื่นๆ ร้อยละ 5.9

พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ขณะนี้หลายคนรู้สึกไม่สบายใจในเวลาที่เด็กๆ ต้องสูญเสียผู้ที่รักในครอบครัว ซึ่งมีความจำเป็นต้องดูแลเด็กที่สูญเสียผู้ปกครองเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ในส่วนของกลุ่มผู้สูญเสียแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. เด็กที่สูญเสียผู้ปกครอง และ2.ผู้ใหญ่ที่สูญเสียคนในครอบครัว “ทั้งนี้ กรณีของเด็กจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ กรณีเด็กเล็ก เด็กอนุบาล ซึ่งยังแยกไม่ได้ระหว่างการมีชีวิตอยู่กับการเสียชีวิต บางครั้งจึงมีการพูด หรือปฏิบัติต่อคนที่จากไปแล้วเสมือนคนๆ นั้นยังไม่เสียชีวิต เช่น เรียกชื่อ คุยด้วย ชวนกินอาหาร อาจจะทำให้ญาติผู้ดูแลเกิดความสะเทือนใจ แต่ภาวะอารมณ์ของผู้ใหญ่ จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เด็กผ่านช่วงเวลาเหล่านี้ไปได้ โดยขอให้ใช้คำอธิบายแบบง่ายๆ ให้เข้าใจว่า คนที่เสียชีวิตไปแล้วไม่สามารถทำอะไรบางอย่างที่เคยทำได้ แต่เราสามารถเก็บสิ่งของบางอย่างแทนความรู้สึกได้ เช่น การนอนกอดหมอน ซึ่งผู้ใหญ่สามารถทำร่วมกับเด็กได้ แต่หากเป็นเด็กโต หรือวัยรุ่นจะเข้าใจแล้วว่า การเสียชีวิตหมายความว่าอย่างไร แต่ผู้ใหญ่ต้องให้โอกาสในการพูดคุย เพราะเด็กก็กังวลใจต่อการสูญเสียคนที่รัก โดยเฉพาะเด็กที่เริ่มโตจะเริ่มคิดถึงอนาคตตัวเอง และเริ่มคิดถึงผลกระทบจากการที่เขาเสียคนที่จะดูแลเขา หากตรงนี้มีผู้ใหญ่คนที่เขาเชื่อมั่น มีคนที่ยังพูดคุยให้เขาเข้าใจความรู้สึกของความสูญเสีย เขาจะผ่านสถานการณ์เหล่านี้ได้ดีขึ้น ฝากทุกคนช่วยดูแลเด็กที่ประสบความสูญเสีย อารมณ์ที่สงบของผู้ใหญ่จะช่วยได้มาก การพูดคุยกับเขา การให้โอกาส เด็กได้ระบายความรู้สึกในรูปแบบของเด็ก ซึ่งมีหลายรูปแบบและหลายกิจกรรม และถ้าท่านอยู่กับเขาในเวลาเหล่านั้นเขาจะผ่านสถานการณ์ความสูญเสียได้ดีขึ้น และถ้าเป็นไปได้ หากอะไรที่น่าหวาดกลัวเกินไป หรือเด็กยังไม่พร้อมที่จะเข้าสู่เหตุการณ์ที่น่าหวาดกลัวสำหรับการสูญเสียก็อย่าผลักดันให้เด็กทำสิ่งนั้น” พญ.พรรณพิมล กล่าว

Advertisement

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สำหรับผู้ใหญ่ พบว่าส่วนใหญ่คือ สมาชิกในครอบครัวป่วยพร้อมคน แต่บางคนเสียชีวิต บางคนยังอยู่ระหว่างการรักษา ทำให้เกิดสถานการณ์ที่อยากจะทำอะไรบางอย่าง แต่ทำไม่ได้ คือ 1.ไม่ได้ร่ำลาคนที่สูญเสีย 2. ความรู้สึกว่าไม่ได้ไปส่งเขาในวันที่จากไป เนื่องจากการจัดการเรื่องศพ อยากให้ทุกคนยึดมั่นว่าคนที่เสียชีวิตไปแล้วเขายังคงเป็นที่รักของเรา และเรายังสามารถทำกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงเขา เช่น ถ้ายังป่วยอกจากรพ.ไม่ได้ ก็ส่งความรู้สึก จิตใจเพื่อส่งเขาได้ เขารับรู้ และเมื่อท่านหายดีกลับบ้านแล้ว ยังสามารถทำพิธีต่าง ๆให้ผู้เสียชีวิตได้ แต่หากยังรู้สึกสูญเสีย เสียใจนานเกินไป นานเกิน 3-6 เดือน หรือเห็นคนข้างกายไม่สามารถผ่านความสูญเสียนี้ไปได้โดยปกติ ให้ปรึกษามาที่สายด่วน 1323 ซึ่งจะมีทีมคอยรับฟังและให้คำปรึกษา ถ้าจำเป็นต้องไปดูแลที่ครอบครัว เราก็ยินดีเข้าไปร่วมกันผ่านภาวะความสูญเสียนี้ไปได้

“ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน เราจะผ่านสถานการณ์ที่ต่างไปจากเดิม สถานการณ์ที่เราคาดการณ์ไม่ได้ แต่เราก็มีมาตรการต่างๆ ที่จะผ่านสถานการณ์ไปให้ได้” พญ.พรรณพิมล กล่าว