‘หมอประสิทธิ์’ ชี้ โควิดไทยยังไม่ถึงจุดพีค เดลต้าส่อกลายพันธุ์ ดื้อวัคซีน ทั่วโลกวุ่น! ฉีดเข็ม 3 ยิ่งขาดแคลน
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงผ่านระบบออนไลน์ อัพเดตสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 และวัคซีนป้องกันโรค ว่า สำหรับสายพันธุ์เดลต้า ขณะนี้วัคซีนในรุ่นแรกยังคุมได้อยู่ โดยทางศูนย์ควบคุมโรค หรือ ซีดีซี (CDC) สหรัฐอเมริกา ระบุว่า วัคซีนรุ่นนี้ยังสามารถลดความรุนแรงและการเสียชีวิตได้ แต่โอกาสลดการแพร่กระจายของเชื้อน้อยลงไปมากแล้ว อย่างไรก็ตาม มาตรการจัดการโควิด-19 ต้องเฝ้าติดตามและปรับเปลี่ยน “ยกตัวอย่าง สหรัฐมีมาตรการเข้มงวด มีการฉีดวัคซีน และเมื่อมีเริ่มถอดหน้ากากอนามัยแล้วเพื่อหวังดึงเศรษฐกิจกลับมา แต่พอ 11 สัปดาห์ให้หลังก็ต้องกลับมาสวมหน้ากากใหม่ กลับมารักษาระยะห่างใหม่ ซึ่งทุกประเทศเหมือนกันเพราะเรากำลังเจอศัตรูที่พัฒนาตัวเองตลอดเวลา และมีโอกาสเข้ามาจากต่างประเทศได้ ดังนั้น มาตรการของไทยตอนนี้ หากจัดการปัจจัยอื่นได้เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องติดตามดูตัวเลข หากยังไม่ลงอย่างที่ควรเป็นแสดงว่ามาตรการอาจยังไม่เพียงพอ ก็ต้องมาเข้มที่มาตรการ แต่หากตัวเลขเริ่มนิ่ง เราป้องกันปัจจัยรอบข้างได้ และเร่งฉีดวัคซีนไปเรื่อยๆ ก็จะเริ่มเกิดปรากฎการณ์คุมไวรัสได้ดีขึ้น ถึงตอนนั้นก็อาจผ่อนมาตรการบางอย่างในเวลาที่เหมาะสมได้” ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว
ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือของประชาชนในมาตรการที่ออกมาถือว่าดีในระดับหนึ่ง แต่ยังพบรายงานการออกไปทำกิจกรรมบางอย่างทางศาสนาและอื่นๆ ที่อยู่รวมกันมากๆ กลายเป็นคลัสเตอร์ใหม่ เรายังพบโรงงานที่อาจทำมาตรการบับเบิ้ล แอนด์ ซีลไม่ได้ เรายังมีหลายคลัสเตอร์ที่ต้องเอามาตรการลงไปดูแล แต่สำหรับในสังคมทั่วไป ตนเห็นภาพในกรุงเทพมหานคร แต่ไม่ได้เห็นในต่างจังหวัด ก็พบว่าโดยรวมการ์ดไม่ตก ซึ่งกราฟการติดเชื้อใหม่ใน กรุงเทพฯ เริ่มเห็นแนวโน้มความชันลดลง คือจำนวนการเพิ่มขึ้นลดลง ไม่ได้วกหัวลง แต่ไม่เพิ่มขึ้นเร็วในอัตราที่เคยขึ้นเร็ว
“หากเรารักษาระยะเช่นนี้ได้ เร่งฉีดวัคซีนไปเยอะๆ เรื่อยๆ ซึ่งเราฉีดแล้ว ร้อยละ 22 ของประชากรไทย เราก็ไล่ดูว่า หากฉีดไปปถึงจุดหนึ่งในระดับประเทศหรือจังหวัด เราจะเริ่มเห็นผลอะไรบางอย่าง ตอนนี้อยู่ในเกณฑ์ที่จัดการได้อยู่ ไม่ได้หลุดไปจากเป้าหมายที่มองไว้ในขณะนี้” ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว
ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า หากมาตรการกระชับจริง คู่กับการฉีดวัคซีนตามเป้ามากกว่า ร้อยละ 25 ภายในเดือน ส.ค.นี้ คาดว่าเดือน ก.ย.-ต.ค. เป็นช่วงที่ตัดกันของผลที่เกิดจากวัคซีน น่าจะเห็นตัวเลขที่ลดลงชัดเจน ถ้าตัวเลขลดได้จริง รวมถึงปลายปี มีวัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโดส เชื่อว่ายื้อต่อไปถึงวัคซีนรุ่น 2 ในปี 2565 สำหรับไทยในขณะนี้ ยังไม่ถึงจุดพีคของการระบาด เพราะตัวเลขทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด กราฟขึ้นด้วยความชันที่ลดลง แต่กราฟยังไม่ลดลง
“การดูสถานการณ์ในประเทศต้องคู่สถานการณ์โลก ตราบใดที่โลกร้อน ประเทศไทยไม่มีทางเย็น ตราบใดที่ร้อนหมด วัคซีนแย่งกันแน่นอน ยาแย่งกันแน่นอน เพราะของที่รองรับต่อความต้องการมีอยู่จำนวนหนึ่ง ยิ่งตอนนี้สิ่งที่หลุดไปจากการคาดการณ์คือ สายพันธุ์เดลต้า ไม่อยากเรียกว่า ไวรัสล้างโลก เพราะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมาก สิ่งที่คาดไว้ว่าจัดการได้ ก็จัดการไม่ได้ หลายประเทศต้องย้อนแผนงานใหม่หมด เช่น อเมริกา อิสราเอล ฉะนั้น ตอนนี้หากเราไม่ช่วยกัน แต่ละประเทศมีการระบาดมาก หากโชคร้ายเกิดสายพันธุ์ใหม่ที่กระจายเร็วกว่าเดลต้า ตอนนั้นจะเดือดร้อน ตอนนี้มีทางเดียวคือ อย่าให้เกิดสถานการณ์นั้น ด้วยการหยุดการแพร่กระจายให้เร็วที่สุด ถ้าทำได้ ก็ทำให้ทั้งโลกเซฟขึ้น” ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า นักวิชาการจากสหราชอาณาจักร ออกมาเตือนเกี่ยวกับมาตรการสำหรับผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว อธิบายได้ว่า สมมติมี 100 คน มี 60 คนที่ได้รับวัคซีนแล้ว ซึ่งหากทุกคนถอดหน้ากากและไปรวมตัวกัน ไวรัสที่วัคซีนนี้ครอบคลุมอยู่ก็ยังจัดการได้ เพราะไวรัสเข้าไปเจอระบบภูมิคุ้มกันที่จำหน้าตาไวรัสได้ แอนติบอดี้จะออกมาจัดการ แต่ขณะเดียวกัน หากโชคร้ายเกิดมีการกลายพันธุ์ของไวรัสในคนกลุ่มนั้น วัคซีนตัวเดิมจัดการไม่ได้ และด้วยทุกคนไม่สวมหน้ากาก ก็จะเกิดการกระจายเชื้อ วัคซีนก็คุมไม่ได้ แป๊บเดียวก็จะเกิดสายพันธุ์ใหม่ หากโชคดีว่าสายพันธุ์ใหม่แบ่งตัวช้า ไวรัสจะหยุดโดยธรรมชาติ แต่หากแบ่งตัวเร็วหรือเข้าเซลล์ติดเชื้อได้เร็ว ก็จะเกิดเป็นสายพันธุ์ดื้อต่อวัคซีน (vaccine resistant variant) ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะเมื่อไวรัสเปลี่ยนแปลงตัวเอง ระบบภูมิฯ แอนติบอดี้ที่เกิดจากวัคซีนตรวจจับไม่ได้ ก็จะหลุดไปจากระบบภูมิคุ้มกันที่วัคซีนไปกระตุ้น
“หากเกิดขึ้น ก็จะมีการสู้รบด้วย 1.กลับมากระชับมาตรการสาธารณสุข มาตรการสังคม 2.พิจารณาการฉีดวัคซีนเข็ม 3 แม้องค์การอนามัยโลก ไม่แนะนำเต็มที่เพราะหลายคนทั่วโลกยังไม่ได้รับวัคซีน แต่กรณีที่จำเป็น วัคซีนเข็มที่ 3 ควรไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า T Cell ซึ่งจะยืดเวลาทำให้เราสู้ไปกระทั่งปีหน้าที่คาดว่าวัคซีนรุ่น 2 จะทยอยออกแล้ว” ศ.นพ.ประสิทธิ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า เดิมเราเคยมองว่าปลายปี 2564 จะมีวัคซีนที่เพียงพอต่อความต้องการ แต่ด้วยการระบาดของเดลต้าที่เพิ่มขึ้นทุกประเทศ จะเกิดผลกระทบต่อความต้องการวัคซีนและประเทศไทยอย่างไร ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า จะเกิดผลกระทบมาก เมื่อตอนที่เริ่มมีการผลิตวัคซีนออกมาใหม่ บริษัทผู้ผลิตวัคซีนที่ผ่านการทดลองระยะที่ 3 ต่างไปประเมินศักยภาพของตัวเอง มีการรวบรวมตัวเลขคาดว่า วัคซีนทั้งหมดในบริษัทต่างๆ น่าจะสามารถผลิตได้ถึง 2 หมื่นล้านโดสต่อปี ซึ่งประชากรโลก 7.8 พันล้านคน ฉีดคนละ 2 โดส ก็ประมาณ 15,000 ล้านโดส ฉะนั้น หากผลิตได้จริงตามเป้าก็น่าจะครอบคลุม แต่ในความเป็นจริงปรากฎว่า จนถึงวันนี้ไปถึงปลายปี 2564 คำนวณศักยภาพผลิตได้จริงจะอยู่ประมาณ 12,000 ล้านโดส ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการฉีด 2 เข็มของประชากรโลก
“ดังนั้น ช่วงเวลานี้ไปถึงปลายปี จะเป็นช่วงแย่งชิงวัคซีน ยังจัดหาวัคซีน เพราะยังไม่เพียงพอรองรับความต้องการจริง เชื่อว่าการคาดการณ์ผลิตวัคซีนจำนวนมาก เข้าใจว่าไม่ยุ่งยาก แต่ในความเป็นจริงยุ่งยาก และไม่สามารถทำได้ทัน และถูกซ้ำเติมด้วยสายพันธุ์ที่กระจายเร็ว วัคซีนรุ่นแรกๆ ที่ออกมาอาจคุมได้ แต่ประสิทธิภาพลดลง สุดท้ายเริ่มพูดถึงเข็ม 3 แปลว่า วัคซีนที่ไม่พออยู่แล้วก็จะเป็นประเด็น ซึ่งสัปดาห์ที่แล้ว องค์การอนามัยโลกประกาศว่า ประเทศต่างๆ อย่าเพิ่งรีบด่วน และยังไม่มีนโยบายที่ให้ฉีดเข็ม 3 เพราะจริงๆ เขาอยากให้ประชาคมโลกได้รับวัคซีนที่มากพอ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์แต่ละประเทศ และความจำเป็น เขาก็ไม่ได้ห้าม” ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว

