‘หมอชนบท’ ชี้ให้ดูข้อสั่งการนายกฯ เผยเหตุผลที่ต้องใช้ ‘เอทีเค’ มาตรฐานอนามัยโลก
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) มหาราชนครราชสีมา ในฐานะประธานคณะทำงานกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เตรียมลงนามสัญญาจัดซื้อชุดตรวจแอนติเจน เทสต์ คิท (เอทีเค) จำนวน 8.5 ล้านชุด จากบริษัท ออสท์แลนด์ แคปปิตอล จำกัด ร่วมกับ บริษัท เวิลด์ เมดิคอล อัลไลแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ชนะการประกวดราคาในราคาชุดละ 70 บาท แต่ถูกชมรมแพทย์ชนบทคัดค้าน เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และไม่ใช่สเปกเดียวกับที่คณะทำงานกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายฯ ได้ต่อรองราคาไว้ก่อนหน้านั้น ว่า แม้ อภ.ยืนยันจะเดินหน้าต่อ ซึ่งขั้นตอนต่อไปคือ ลงนามสัญญาจัดซื้อกับบริษัทเอกชน แต่ล่าสุดก็มีข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า “ให้เร่งดำเนินการจัดหาชุดตรวจเอทีเค ที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีจำหน่ายในไทย มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก รวมทั้งต้องมีความแม่นยำในการตรวจเพื่อนำไปสู่การรักษาที่ทันท่วงที และพร้อมจัดส่งให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด” แต่ผลิตที่ อภ.เตรียมจะลงนามซื้อกับบริษัทเอกชน แม้จะผ่านการรับรองจาก อย.ไทย แต่ยังไม่ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก
นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ในฐานะประธานคณะทำงานกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายฯ และแพทย์ที่ปฏิบัติงาน ยืนยันว่าชุดตรวจเอทีเคที่จะนำมาให้ประชาชนใช้ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพสูง ซึ่งได้มีการเจาะจงว่าต้องผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าสามารถนำมาใช้ในภาวะฉุกเฉินวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ เพื่อยับยั้งการแพร่เชื้อและนำผู้ที่ติดเชื้อเข้าสู่ระบบการรักษาโดยเร็วที่สุด
“แม้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อย. และ อภ.จะยืนยันชุดตรวจของบริษัทเอกชนที่ชนะการประมูลก็ผ่าน อย. และได้รับการทดสอบในระดับโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ยืนยันว่าสามารถใช้ได้ และมีประสิทธิภาพดี แต่นั่นก็เป็นเพียงการทดสอบในระดับห้องปฎิบัติการ (แล็บ) เท่านั้น ยังไม่เคยมีการนำไปใช้จริงในภาคสนาม กรณีที่ชมรมแพทย์ชนบทได้หยิบยกงานวิจัยจากประเทศปากีสถานมาเป็นตัวอย่าง เพราะมีการนำไปใช้จริงในสนาม กลุ่มตัวอย่าง 3 หมื่นรายเศษ และพบว่ามีปัญหา โดยเฉพาะเรื่องของการจัดเก็บที่ขึ้นอยู่กับระดับอุณหภูมิ และการนำไปใช้ ซึ่งเมื่อแปลผลการตรวจก็พบว่าเกิดความผิดเพี้ยน” นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวและว่า ในการนำเอทีเคไปใช้ในภาคสนามจริงนั้น ในประเทศไทยมีกลุ่มแพทย์ชนบทที่นำบางยี่ห้อไปใช้ตรวจประชาชนนับแสนราย และพบว่าให้ผลที่แม่นยำ
นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวอีกว่า หากประเทศไทยจะซื้อชุดตรวจเอทีเคยี่ห้อที่ชนะการประมูลมาใช้ จำเนอย่างยิ่งที่จะต้องทำเหมือนในหลายๆประเทศในยุโรป คือมี 3 ขั้นตอนในการตรวจ 1.ประชาชนใช้ชุดตรวจเอทีเคแบบโฮม ยูส (Home use) 2.หากไม่แน่ใจให้ไปตรวจด้วยเอทีเคแบบโปรเฟสชั่นนัล ยูส (Professional use) และ 3.เพื่อยืนยันก่อนเข้ารักษาต้องตรวจด้วยวิธีอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ซึ่งจะยิ่งยุ่งยากในภาวะวิกฤตที่ประเทศไทยกำลังเผชิญการระบาดที่รุนแรง ดังนั้น คณะทำงานกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายฯ จึงลดขั้นตอนเหลือเพียง 2 ขั้นตอน เพื่อให้เร็วขึ้น แต่ได้ผลแม่นยำ และลดค่าใช้จ่าย
“เอทีเคที่คณะทำงานกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายฯ เสนอให้ใช้นั้น แม้องค์การอนามัยโลกจะระบุว่าเป็นแบบโปรเฟสชั่นนัล ยูส แต่นำมาใช้แบบโฮม ยูส ได้ไม่ยาก แต่ที่ดีคือ การให้ผลตรวจที่แม่นยำ ใช้ได้ทั้งประชาชน และบุคลากรทางการแพทย์” นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวย้ำ

