ปีติ ในหลวงทรงรับเด็กกำพร้าจากโควิด เป็น น.ร.ในพระบรมราชานุเคราะห์ กรมเด็กฯยันพร้อมคุ้มครองดูแลต่อ พบยอดเด็กกำพร้าจากโควิด 210 ราย อยุธยามากสุด 16 ราย
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะโฆษกกระทรวง พม. เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์โควิด-19 มีแนวโน้มความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น กระทรวง พม.มีความห่วงใยกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มเด็กกำพร้าที่บิดามารดาหรือผู้ปกครองเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 ทำให้ไม่มีผู้เลี้ยงดู จึงจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด ภายใต้การสงเคราะห์คุ้มครองสวัสดิภาพตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ ซึ่งนับวันยิ่งมีจำนวนเด็กกำพร้าเพิ่มมากขึ้น
รองปลัด พม.กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ นางพัชรี อาระยะกุล ปลัด พม. ได้สั่งการให้พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ทั่วประเทศ เข้าไปช่วยเหลือดูแลเด็กกำพร้าทั่วประเทศอย่างเร่งด่วน ตั้งแต่การลงพื้นที่เชิงรุกเพื่อสำรวจเด็กกำพร้า ซึ่งปัจจุบันพบ 234 คน และคาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น จึงให้มีการสำรวจอย่างต่อเนื่อง และการเยี่ยมบ้านเพื่อสอบข้อเท็จจริงและประเมินปัญหา ความต้องการของเด็กทุกคน ประกอบการช่วยเหลือด้านสิทธิและสวัสดิการสังคมตามภารกิจของกระทรวง พม. พร้อมทั้งประสานกับภาคีเครือข่ายและอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (อพม.) เพื่อบูรณาการแนวทางการช่วยเหลือร่วมกันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีการมอบเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น อุปกรณ์การเรียน และเงินสงเคราะห์ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น
นางสาวแรมรุ้งกล่าวต่อไปว่า สำหรับแนวทางการให้ความช่วยเหลือเด็กกำพร้าจากผลกระทบของโรคโควิด-19 กระทรวง พม.ได้ใช้ระบบการเลี้ยงดูทดแทนและทรัพยากรการสนับสนุนการเลี้ยงดูทดแทน ได้แก่
1.การเลี้ยงดูทดแทน ด้วยครอบครัวเครือญาติเด็ก โดยกระทรวง พม.จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายครอบครัวอุปถัมภ์ 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน จนกระทั่งเด็กอายุ 18 ปีบริบูรณ์ และมีพนักงานเจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กช่วยให้ครอบครัวดูแลเด็กได้อย่างมีคุณภาพ
2.การเลี้ยงดูในครอบครัวทดแทนถาวร โดยการเลี้ยงดูเด็กในครอบครัวบุญธรรม ที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติที่จะรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมายที่กำหนด โดยมีสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบต่อเด็กตามกฎหมาย
และ 3.หากเด็กไม่สามารถหาครอบครัวทดแทนได้ สถานสงเคราะห์ของกระทรวง พม. จะเป็นทางเลือกสุดท้ายในการสงเคราะห์และคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กชั่วคราว ผ่านการจัดบริการด้านต่างๆ เช่น บริการปัจจัยสี่ การดูแลรักษาพยาบาล การศึกษา พัฒนาการ การติดตามสืบหาครอบครัว และกำหนดแผนการเลี้ยงดูทดแทนระยะยาว
นางสาวแรมรุ้งกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการช่วยเหลือเด็กกำพร้าด้านการศึกษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์รับเด็กกำพร้าที่บิดามารดาหรือผู้ปกครองเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 เป็นเด็กนักเรียนในพระบรมราชานุเคราะห์ ทั้งเรื่องการรับทุนการศึกษาและการเข้ารับการศึกษาในระบบโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ซึ่งสามารถเรียนได้สูงที่สุดตามความสามารถของเด็ก
โดยกระทรวง พม.จะดำเนินการประสานขอทุนการศึกษาให้กับเด็กกำพร้าทั้งหมด ทั้งนี้ หากพบเห็นเด็กกำพร้าจากผลกระทบของโรคโควิด-19 สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน พม. โทร. 1300 บริการ 24 ชั่วโมง หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดทั่วประเทศ ตลอดจนอาสาสมัคร พม.ในพื้นที่

ขณะที่ นางสุภัชชา สุทธิพล อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กระทรวง พม. กล่าวว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ของ ดย.แบ่งการดำเนินการเป็น 2 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 ก่อนจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ของกรม ดย. หรือ ศบค.ดย. ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 26 กรกฎาคม 2564 มียอดรวมผู้ประสบปัญหา ปัญหาความยากจน และได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ที่บ้านพักเด็กและครอบครัวให้การช่วยเหลือทั้งสิ้น 5,343 ราย
และระยะที่ 2 การให้ความช่วยเหลือของ ศบค.ดย. ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม – 20 สิงหาคม 2564 รวม 3,083 ราย รวมจำนวนการให้ความช่วยเหลือทั้ง 2 ระยะ มีทั้งสิ้น 8,426 ราย
อธิบดี ดย.กล่าวอีกว่า ในส่วนของเด็กกำพร้าข้อมูล ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2564 มีจำนวน 210 ราย โดยจังหวัดที่มีเด็กกำพร้าจากสถานการณ์โควิด-19 สูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา 16 ราย กาฬสินธุ์ 15 ราย ปทุมธานีและร้อยเอ็ด 13 ราย กำแพงเพชรและสมุทรปราการ 10 ราย และชัยภูมิ 9 ราย
กรมกิจการเด็กและเยาวชนมุ่งเน้นการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องและครอบคลุมทุกมิติปัญหา ตั้งแต่ให้คำปรึกษา 117 ราย มอบเครื่องอุปโภคบริโภค 75 ราย มอบเงินสงเคราะห์ เงินฉุกเฉิน 66 ราย ประสานขอรับทุนและขอความช่วยเหลือหน่วยงานอื่น 52 ราย มอบเงินช่วยเหลือจากกองทุนคุ้มครองเด็ก 16 ราย จัดหาครอบครัวอุปถัมภ์ 3 ราย ประสานหาพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง 2 ราย รับเข้าอุปการะชั่วคราว 2 ราย ให้การช่วยเหลืออื่นๆ 1 ราย และอีก 49 ราย อยู่ในระหว่างติดตามเยี่ยมบ้านเพื่อกำหนดแนวทางการดูแล ทั้งนี้ มีการส่งต่อข้อมูลให้กรมสุขภาพจิตเพื่อให้คำปรึกษาและดูแลสภาพจิตใจให้กับเด็ก
นอกจากนี้ ดย.ได้ประสานความร่วมมือทีมสหวิชาชีพ อาสาสมัคร และภาคส่วนต่างๆ ในการให้คำแนะนำปรึกษา การดูแลสภาพจิตใจแก่เด็กและครอบครัว จัดเตรียมสถานที่รองรับเด็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 โดยเด็กกลุ่มสัมผัสเสี่ยงสูงที่ต้องได้รับการดูแลในระยะกักตัว 14 วัน จะประสานให้เด็กเข้ารับการดูแลเพื่อติดตามอาการในสถานที่กักตัว (State Quarantine)
“สำหรับเด็กที่พ้นระยะกักตัว 14 วันที่พ่อแม่ ผู้ปกครองยังไม่มีความพร้อมในการรับเด็กกลับไปเลี้ยงดู จะประสานญาติรับเด็กไปดูแล หรือรับเด็กเข้าดูแลชั่วคราวในสถานรองรับเด็กที่กรมกิจการเด็กและเยาวชนจัดเตรียมไว้ 4 แห่ง รองรับเด็กได้ 160 ราย แต่หากเป็นกรณีพ่อแม่ หรือผู้ดูแลเสียชีวิต จะดำเนินการให้เด็กเข้าสู่ระบบการเลี้ยงดูทดแทนในรูปแบบของครอบครัวเครือญาติ ครอบครัวอุปถัมภ์ที่เป็นครอบครัวอาสาสมัคร ครอบครัวบุญธรรม หรือสถานสงเคราะห์ซึ่งจะเป็นทางเลือกสุดท้าย ตลอดจนมีการติดตามให้ความช่วยเหลือแก่เด็กอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เด็กได้รับการปกป้องดูแล และมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป” นางสุภัชชา กล่าวทิ้งท้าย
อย่างไรก็ตาม หากพบเห็นเด็กและเยาวชนประสบความเดือดร้อน สามารถแจ้งเหตุเข้ามาได้ผ่านทางสายด่วน 1300 ศูนย์ช่วยเหลือสังคม หรือแอพพลิเคชั่นคุ้มครองเด็ก หรือที่บ้านพักเด็กและครอบครัวทุกจังหวัด หรือแจ้งผ่านอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทั่วประเทศซึ่งทำงานร่วมกับเครือข่ายอาสาสมัครอื่นในพื้นที่ และที่ไลน์ @savekidscovid19 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่รับเรื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อส่งต่อเคสสู่ระบบการช่วยเหลือทันที


