หน้าแรก Uncategorized ‘เฟทโก้’ เผยค...

‘เฟทโก้’ เผยความเชื่อมั่นนักลงทุนอยู่ที่ 93.91 หลุดเกณฑ์ร้อนแรง

7.02.22 | 15:02 น.

‘เฟทโก้’ เผยความเชื่อมั่นนักลงทุนอยู่ที่ 93.91 หลุดเกณฑ์ร้อนแรง เหตุความกังวลดอกเบี้ย-ศก.ถดถอย

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ในเดือนมกราคม 2565 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 93.91 ปรับตัวลดลง 27.5% จากเดือนธันวาคม 2564 ลงมาอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” โดยความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เป็นปัจจัยสนับสนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด

รองลงมาคือ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) และแผนการกระจายวัคซีนป้องกันโควิด-19 ส่วนปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด คือ ความกังวลต่อความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด รองลงมาคือ การถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดธนาคาร ส่วนไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดประกันภัยและประกันชีวิต

ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นนักรายกลุ่มนักลงทุนสำรวจเดือนมกราคม 2565 พบว่า ความเชื่อมั่นนักลงทุนกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับลด 4.6% อยู่ที่ระดับ 121.74 และกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับเพิ่ม 2.9% อยู่ที่ระดับ 125.00 อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์อยู่ในระดับปรับเพิ่ม 8.3% อยู่ที่ระดับ 108.33 อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” ขณะที่ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ ปรับลด 64.3% มาอยู่ที่ระดับ 50.00 อยู่ในเกณฑ์ “ซบเซา”

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ในช่วงเดือนมกราคม 2565 ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในกรอบแคบ อยู่ระหว่าง 1,634.17—1,680.02 จุด โดยดัชนีมีความผันผวนในช่วงต้นเดือนจากความกังวลที่เฟด อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด และมีแนวโน้มปรับขึ้นหลายครั้ง รวมทั้งความกังวลต่อจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่เพิ่มขึ้นหลังเทศกาลปีใหม่

ส่งผลให้ภาครัฐชะลอการรับนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ ในช่วงปลายเดือนมกราคม ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลกหลังผลการประชุมเฟด จากความกังวลของนักลงทุนต่อความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยดัชนีหุ้น ณ สิ้นเดือนมกราคม 2565 ปิดที่ระดับ 1,648.81 จุด ปรับตัวลดลง 0.5% จากเดือนธันวาคม 2564

Advertisement

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ การระบาดโควิด-19 โอมิครอน ซึ่งยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในหลายประเทศ เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่แพร่กระจายได้ง่ายกว่าสายพันธุ์อื่น ผลต่อนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นในสหรัฐ จากการที่อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น ปัญหาการขาดแคลนพลังงานในยุโรป

ที่อาจส่งผลกระทบให้เงินเฟ้อในยูโรโซนปรับตัวสูงขึ้น ความขัดแย้งในหลายประเทศที่ต้องจับตามอง อาทิ รัสเซีย—ยูเครน สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตามในประเทศ ได้แก่ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตที่แพงขึ้น ส่งผลต่อการใช้จ่ายภาคครัวเรือน การผ่อนคลายมาตรการของภาครัฐต่อการเปิดรับนักท่องเที่ยว  รวมถึงสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ