ดินแดนที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานนับหมื่นปี ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านศึกมาโชกโชน ประชาชนเคยอดอยากตายเป็นล้าน
สงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพนาซีของฮิตเลอร์เคย “บดขยี้” ดินแดนแห่งนี้ เลือดนองปฐพี ชาวยูเครนช่วยรัสเซียรบกับนาซีเยอรมัน
ผู้คนทั้งผองล้วนเป็นพี่-เป็นน้อง มีเลือดผสมปนเปกัน แทบจะแยกไม่ออก ใครยูเครน ใครรัสเซีย อยู่ร่วมกันได้
ที่สำคัญ คือ เค้ามิได้ชิงชัง รังเกียจกันถึงขนาดต้องรบกัน
พ.ศ.2534 ยูเครน แยกตัวออกมาจากสหภาพโซเวียต ต้องล้มลุกคลุกคลาน ยากจน แต่ดิ้นรนต่อสู้ ทั้งสู้กันเองและมี “ขาใหญ่” มาแต่งเติมให้สู้รบ โดยอ้าง-ปั้นแต่ง เรื่อง “เชื้อชาติ-เผ่าพันธุ์”
ผู้นำยูเครนที่เป็นประเทศเอกราช มีทั้ง “ดีมาก-ดีน้อย” แต่เกิดการ “ปฏิรูป” ทุกองคาพยพโดยเฉพาะ “เรื่องที่ดิน” ที่อุดมสมบูรณ์กว้างใหญ่สุดขอบฟ้า ที่เคยครอบครองโดยรัฐแบบคอมมิวนิสต์
ยูเครน เริ่มฟื้น ลืมตาอ้าปากได้…พร้อมกับการค้นพบทรัพยากรธรรมชาติแหล่งใหม่ ที่พระเจ้าประทานมาให้แบบน่าอิจฉา
ยูเครนมีประชากรราว 42 ล้านคน พื้นที่ราว 6 แสนตารางกิโลเมตร เป็นประเทศขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในยุโรป (ขนาดไล่เลี่ยกับรัฐเท็กซัสของอเมริกา)
ผู้เขียนขอรวบรัดเข้าสู่ประเด็น…การพัฒนาประเทศ
ยูเครนฟื้นตัวขึ้นมาจาก “การจัดการที่ดิน” เกิดผลิตผลการเกษตร เป็นที่รู้จักในนาม “อู่ข้าวอู่น้ำของยุโรป” เนื่องจากยูเครนมีพื้นที่ “ดินสีดำ” ที่อุดมสมบูรณ์มาก มีพื้นที่กว้างใหญ่ประมาณ 1 ใน 4 ของโลก
ที่ดินประมาณ 42 ล้านเฮกตาร์ ถูกจัดให้เป็นที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พื้นที่เพาะปลูก เป็นสวนผลไม้ ไร่องุ่น ทุ่งหญ้า และทุ่งหญ้าถาวร
กลายเป็นแหล่งสร้างความมั่นคงด้านอาหาร
ยูเครนเป็น 1 ในผู้จัดจำหน่ายข้าวสาลีและข้าวโพดรายใหญ่ที่สุด การส่งออกข้าวสาลีเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจของยูเครน
ข้าวโพดและข้าวสาลีส่วนใหญ่ส่งตรงไปยังแอฟริกาและเอเชียตะวันตก ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้า
กว่าร้อยละ 50 ของการขนส่งข้าวโพดและข้าวสาลีประจำปีของยูเครนมุ่งหน้าไปยังแอฟริกาและตะวันออกกลาง
ผู้นำของยูเครนที่ตระเวนไปหาตลาด ชื่อ เซเลนสกี
กุมภาพันธ์ 2564 ประธานาธิบดีเซเลนสกี ไปเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประสบผลสำเร็จในการทำข้อตกลง มูลค่าประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์
ยูเครนตั้งเป้าที่จะคว้าตำแหน่งที่ 3 ในการส่งออกข้าวสาลีและอันดับที่ 4 ในการส่งออกข้าวโพดในปี 2565 (แต่คงพลาดเป้าเนื่องจากรัสเซียส่งทหารมาบุก)
ถั่วเหลืองและน้ำมันดอกทานตะวัน ก็เป็นสินค้าเกษตรที่ไปได้สวย ขายไป จีน อียิปต์ อินเดีย ตุรกี และทั่วทั้งสหภาพยุโรป
รัสเซียก็เป็นชาติที่มีผลผลิตในระดับเดียวกับยูเครน
สหรัฐและยุโรป พยายามจะหา “ความมั่นคงด้านอาหาร” และ “พลังงาน” จึงต้องชักจูงยูเครนเอียงให้มาเป็นพวก
พญาหมีขาว มองเห็นสัมพันธภาพที่ก่อตัวขึ้น ว่ายูเครนจะตีตัวออกห่าง จ้องมองด้วยความไม่สบายใจ
รัสเซียยังมีทัศนคติแบบเดิมที่คิดว่า ยูเครนควรต้องเกรงใจมอสโกบ้าง จึงต้องสร้างอิทธิพล ข่มขวัญด้วยการบุกยึดดินแดนคาบสมุทรไครเมียในปี พ.ศ.2557
ยูเครนต้องหันไปพึ่งสหรัฐและยุโรป ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนให้เติบโตและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของตนได้ในขณะที่ผู้นำรัสเซียขุ่นเคือง
เรื่องของพลังงาน…
ยุโรปต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติของรัสเซีย สหรัฐพยายามที่จะเป็นซัพพลายเออร์ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่โดดเด่นกว่า แม้ว่าราคาของ LNG จะสูงกว่าราคาก๊าซของรัสเซียอย่างมากก็ตาม
รัสเซีย…เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบอันดับ 2 ของโลก รองจากซาอุดีอาระเบีย และเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ไปยังยุโรป ยังหวงแหน อาลัยต่อการที่ยูเครนมีท่าทีไปซบตะวันตก
ดินแดนยูเครนตั้งอยู่ที่ “สี่แยก” ของสหภาพยุโรป รัสเซีย และภูมิภาคทะเลดำและแคสเปียน อุดมด้วยน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน และศักยภาพพลังน้ำ แต่ยังมิได้มีโอกาสนำขึ้นมาใช้อย่างเต็มที่ จึงต้องอาศัยการนำเข้าบางส่วน
ในช่วงเวลาที่เป็นสหภาพโซเวียต โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิลตั้งอยู่ในเขตของเมืองพริเพียต อยู่ในรัฐยูเครน
ปี พ.ศ.2529 โรงไฟฟ้าแห่งนี้ระเบิดพังพินาศ เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก และสร้างผลกระทบร้ายแรง
ผ่านมา 30 ปีเศษ โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลยังคงถูกทิ้งร้าง เพื่อการกำจัดพลูโตเนียมที่แพร่กระจายปกคลุมไปทุกหนแห่ง มีสารกัมมันตรังสีตกค้าง โดยคาดว่าต้องใช้เวลามากกว่า 100 ปี เพื่อให้มลพิษหายไป
กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวในยูเครนที่ดึงดูดคนชอบความท้าทายให้มาท่องเที่ยวได้ โดยมองจากระยะไกล
สงครามในขณะนี้ จะส่งผลกระทบต่อพืชผลหลัก 2 ชนิด ที่ส่งออกจากยูเครนคือข้าวสาลีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ประมาณ 98% ของข้าวสาลีที่ปลูกในประเทศเป็นข้าวสาลีฤดูหนาวและพืชผลอยู่ในดิน
“การส่งออก” ธัญพืชของยูเครนส่วนใหญ่จัดส่งจากเมืองท่าในทะเลดำของเมืองมิโคไลฟและเมืองโอเดสซา
(ซึ่งในมีนาคม 2565 กำลังทหารรัสเซียบุกเข้ายึดไว้ได้)
“ตลาดขนาดใหญ่” สำหรับธัญพืชในรัสเซียและยูเครนในประเทศแอฟริกาเหนือ โดยเฉพาะอียิปต์ ที่ต้องนำเข้าข้าวสาลีอย่างต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงประชากร
ตำแหน่งทางภูมิยุทธศาสตร์ของประเทศทำให้อ่อนไหวต่อความขัดแย้งที่ใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่องระหว่างรัสเซียและยุโรป
เรื่องผลประโยชน์ การวางตัวให้เหมาะสม ยูเครนมีทางเลือกไม่มากนักในทศวรรษที่ผ่านมา
ยูเครนมีก๊าซสำรองที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในยุโรป ยกเว้นก๊าซสำรองของรัสเซียในเอเชีย แม้ว่าจะไม่ได้ใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่ก็ตาม
ในแง่ของก๊าซธรรมชาติ มีประมาณ 1.09 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นปริมาณที่มากเหลือเชื่อ
ยูเครนยังไม่มีการลงทุนจากต่างชาติในเรื่องพลังงาน ทรัพยากรของยูเครนยังคงไม่ได้ใช้ ปัจจุบันรัสเซียจ่ายก๊าซ 40 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการใช้ก๊าซของยุโรปผ่านท่อส่ง Nord Stream 1 รวมถึงเครือข่ายของยูเครน
เยอรมนี…เป็นลูกค้ารายใหญ่ของรัสเซีย ได้รับก๊าซธรรมชาติร้อยละ 55 ก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่ส่งผ่านท่อในดินแดนยูเครน ซึ่งได้รับค่าธรรมเนียมการขนส่งเทียบเท่า 7 พันล้านดอลลาร์
ยูเครนมีความสำคัญสำหรับการขนส่งก๊าซจากรัสเซียไปยังยุโรป
ในปี 2019 รัสเซียและยูเครนได้ลงนามในข้อตกลงการขนส่งที่อนุญาตให้ถ่ายโอนก๊าซไซบีเรียไปยังสหภาพยุโรปได้ โดยผ่านระบบขนส่งก๊าซขนาดใหญ่ของยูเครน
ปี พ.ศ.2560 รัสเซียได้จัดตั้งโครงการท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 โดยวางท่อในทะเลบอลติกยาวกว่า 1,200 กิโลเมตร มูลค่ากว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ที่สร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2564) ส่งตรงไปเยอรมัน โดยบริษัท Gazprom ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย และ ณ ปี 2562 เป็นบริษัทก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เมื่อปูติน สั่งทหารบุกยูเครน นายกรัฐมนตรีเยอรมันประกาศหยุดโครงการ Nord Stream II
ยูเครนยังมีทรัพย์ในดินอีกมากมาย เช่น เหล็ก ถ่านหิน ไททาเนียม และวัตถุดิบอื่นๆ ที่ไม่ใช่โลหะ เป็นประเทศชั้นนำในด้านปริมาณสำรองของไทเทเนียม เหล็ก และวัตถุดิบที่ไม่ใช่โลหะ
ยูเครนมีทรัพยากรธรรมชาติขนาดใหญ่ โดยคิดเป็นร้อยละ 5 ของทรัพยากรธรรมชาติและแร่ธาตุของโลก
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่การรุกรานยูเครนของรัสเซียจะมีผลกระทบหลักประกันอย่างมากต่อ “ถ่านหินและไฟฟ้า”
ในปี 2564 อินเดียขอนำเข้าถ่านหินจากยูเครนเพื่อตอบสนองปัญหาการขาดแคลนถ่านหินในประเทศ และการที่รัสเซียรุกรานยูเครน อินเดียจะได้รับผลกระทบแน่นอน
สงครามที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อแร่เหล็ก ไททาเนียม และวัตถุดิบที่ไม่ใช่โลหะเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ
ปริมาณการค้าของยูเครน…แร่เหล็ก (3.36 พันล้านดอลลาร์) ข้าวโพด (4.77 พันล้านดอลลาร์) เหล็กกึ่งสำเร็จรูป (2.55 พันล้านดอลลาร์) และน้ำมันเมล็ดพืช (3.75 พันล้านดอลลาร์) ซึ่งส่วนใหญ่ส่งออกไปยังจีน (3.94 พันล้านดอลลาร์) เยอรมนี (3.08 พันล้านดอลลาร์) และอิตาลี (2.57 พันล้านดอลลาร์) โปแลนด์ (2.75 พันล้านดอลลาร์) และรัสเซีย (4.69 พันล้านดอลลาร์)
กลุ่มสินค้า…โลหะมีค่า
ยูเครนเป็นผู้ส่งออกแร่เหล็กรายใหญ่อันดับ 5 ของโลก
ในปี 2562 แร่เหล็กเป็นสินค้าส่งออกมากเป็นอันดับ 3
ลิเทียมและไททาเนียม ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า…
ภูมิภาค Donbass ดินแดนที่ปูติน อ้างว่า “มีความไม่สงบ” จึงต้องส่งทหารเข้าไปรักษาความสงบ ต่อมาปูตินลงนามให้เป็นรัฐอิสระ เมื่อกลางเดือน ก.พ.65 มีทรัพยากรธรรมชาติลิเทียมมหาศาล
เมื่อง Donetsk เป็นพื้นที่อุดมด้วยลิเทียม ก่อนรัสเซียบุก มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดระหว่างบริษัท Chengxin Lithium ของจีนและบริษัท European Lithium ที่จดทะเบียนในออสเตรเลีย
บริษัททั้ง 2 ต้องการตั้งหลักในอุตสาหกรรมลิเทียมในยุโรป
สงครามที่เกิดขึ้น…ปูตินสั่งให้ Donbass เป็นรัฐอิสระแล้ว พร้อมที่จะสร้างรายได้ให้ตนเองภายใต้การดูแลของรัสเซีย
ลิเทียมเป็นส่วนประกอบหลักของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) บริษัทรถยนต์ส่วนใหญ่กำลังมองหาแหล่งสำรองลิเทียมทั่วโลก
ไทเทเนียม
มีการสำรวจการแล้ว…ระบุว่ามากถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณสำรองแร่ไทเทเนียมที่พิสูจน์แล้วของโลกตั้งอยู่ในยูเครน
พ.ศ.2564 “จีน” เป็นผู้นำเข้าแร่เหล็กไทเทเนียมของยูเครนรายใหญ่ที่สุด โดยรัสเซียอยู่ในอันดับที่สอง (15.3%) และตุรกีอยู่ในอันดับที่สาม (14.5%)
ไททาเนียมเป็นทรัพย์ในดิน จะสร้างอุตสาหกรรมก่อรายได้มหาศาล โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอากาศยาน เพราะไททาเนียมเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ใช้ในการผลิตเครื่องบิน
แถลงการณ์ของโบอิ้งระบุว่า ความตึงเครียดในยูเครนทำให้เกิด “บรรยากาศที่เลวร้าย” สำหรับธุรกิจของตน ในกรณีที่ถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ไทเทเนียมอาจได้รับผลกระทบ และยิ่งไปกว่านั้น ความสามารถในการผลิตเครื่องบินอาจถูกขัดขวาง
ตั้งแต่ปี 2557 เมื่อรัสเซียถูกคว่ำบาตรเพราะไปบุกยึดไครเมียจากยูเครน บริษัทโบอิ้งต้องหันไปพึ่งพา VSMPO-AVISMA ของรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตไททาเนียมรายใหญ่ที่สุดในโลก
สงครามที่เกิดขึ้นในขณะนี้…เดิมพันใหญ่ คือ ผลประโยชน์ ความมั่งคั่งที่ต้องแสวงหา และต้องแย่งชิงกันด้วยชีวิต
ไม่มีอะไรใหม่…เป็นอย่างนี้มานับพันปีแล้ว ปลาใหญ่จะกินปลาเล็ก…

