สกลธี ปลื้มคนกรุงเทพฯ หนุนนโยบายจ้างงาน-เพิ่มศักดิ์ศรีคนพิการ ยันสานต่อถ้าเป็นผู้ว่าฯ
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2565 นายสกลธี ภัททิยกุล ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. หมายเลข 3 กล่าวถึงนโยบายการช่วยเหลือคนพิการในกรุงเทพฯ ซึ่งมีการกล่าวถึงอย่างมากในขณะนี้ว่า นโยบายนี้เป็นนโยบายที่ตนให้ความสำคัญมาโดยตลอด และว่า ที่ลาออกจากการเป็นรองผู้ว่าฯกทม. เพื่อลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ล่าช้า ก็เพราะติดงานเรื่องการทำนโยบายเกี่ยวกับคนพิการที่ยังไม่แล้วเสร็จ แต่ตอนนี้หลายอย่างก็ดำเนินการไปได้อย่างดีแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทำเป็นเว็บไซต์ให้ผู้สมัครงานที่เป็นผู้พิการได้เข้ามาดู ในขณะที่ผู้จ้างซึ่งเป็นหน่วยงานต่างๆ ก็สามารถเข้ามาค้นหาบุคลากรได้จากเว็บไซต์นี้
“โดยที่ทำมา ไม่ต้องใช้งบประมาณจากของ กทม.เลย แต่เป็นสิ่งที่ผมพยายามประสานกับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญร่วมกันพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนพิการมากที่สุด เป็นเรื่องที่ผมภูมิใจ หากได้กลับมาเป็นผู้ว่าฯกทม.ก็จะสานต่อในเรื่องนี้” นายสกลธีกล่าว และว่า จากที่ทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะช่วงที่ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯกทม. มีโอกาสได้ดูแลสำนักพัฒนาสังคม กทม. ตนได้ผลักดันให้หน่วยงานต่างๆ รับสมัครผู้พิการเข้าไปทำงานโดยไม่ติดเงื่อนไข เพื่อเพิ่มศักยภาพและให้คนพิการได้มีศักดิ์ศรีช่วยเหลือตัวเองดำรงชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯได้อย่างเหมือนกับคนปกติทั่วไป
นายสกลธีกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะคนพิการจริงๆ แล้ว ไม่ได้ต้องการการช่วยเหลือเป็นเงินทองตลอดเวลา แต่ต้องการโอกาสมากกว่า และก็ได้พยายามทำเรื่องนี้มาโดยตลอด ที่ผ่านมา ทำให้คนพิการมีงานทำไปแล้วจำนวนมาก เป็นงานที่รู้สึกภาคภูมิใจและยังเป็นสิ่งสำคัญในนโยบายของสกลธีโมเดลที่จะทำทันที จากที่เคยทำไว้แล้วหากได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯกทม.
“นโยบายนี้ เป็นนโยบายที่ภาคภูมิใจและดีใจที่หลายคนออกมาพูดถึง ผมก็พยายามมาตลอด ที่ผ่านมา ก่อนลาออกจากตำแหน่งรองผู้ว่าฯกทม. ผมทำเป็นเว็บไซต์ที่เป็นเหมือนจุดนัดพบให้ผู้พิการที่ต้องการงานและนายจ้างที่ต้องการคนพิการเข้ามาพบกันทำให้เกิดการจ้างงาน ซึ่งถ้ามีโอกาสกลับไปต้องพัฒนาให้ทั่วถึง เพราะตามกฎหมายกำหนดว่าจะต้องมีการจ้างงานคนพิการ ร้อยละ 1 ของเอกชนกับของภาครัฐ ไม่อย่างนั้นต้องส่งเงินเข้ากองทุนคนพิการ แต่บางครั้งเอกชนกับภาครัฐ เขาไม่ทราบว่าจะเอาคนพิการมาจากไหน เราเป็นสื่อกลางให้ และยังมีระบบโรงเรียนฝึกอาชีพคนพิการ ผมได้ผลักดัน ขณะนี้มีที่เขตหนองจอก กับ เขตทุ่งครุ เป็นอาชีพที่สามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพได้จริง เช่น ตัวอย่างของเรสคิวฟาร์มที่คลองสามวา เป็นการทำพืชสวนเกษตรแบบสมาร์ทฟาร์มมิ่งตามนโยบายสกลธีโมเดล ปลูกได้เองในครัวเรือน ซึ่งเขาจะได้ทำร่วมกับครอบครัวด้วย” นายสกลธีกล่าว

