ลุ้น! ศบค. 20 พ.ค.นี้ เคาะคลายล็อกผับบาร์ สธ.แง้มโควิดจ่อลดระดับเตือนภัยอีก
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการจัดการสถานการณ์โรคโควิด-19 สู่โรคประจำถิ่น (Endemic) ครั้งที่ 1/2565 โดยมี นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงในสังกัด สธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เช่น กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ทท.) สมาคมโรงพยาบาลเอกชน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้าร่วม
นายอนุทินกล่าวว่า ด้วยความร่วมมือทุกภาคส่วนทำให้สถานการณ์โควิด-19 เริ่มมีแนวโน้มลดลงและอยู่ในการควบคุม ประชาชนมีภูมิคุ้มกันที่มากเพียงพอ สามารถเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น หรือโรคติดต่อทั่วไปได้ จึงต้องเตรียมการเพื่อปรับรูปแบบการบริหารจัดการและการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ให้ประชาชนกลับมาดำเนินชีวิตในวิถีปกติใหม่และฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งต้องดำเนินการอย่างรอบคอบรัดกุมและบูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนฯ เพื่อร่วมกันกำหนดแผน มาตรการและแนวทางข้อเสนอให้สามารถควบคุมสถานการณ์และเข้าสู่โรคประจำถิ่นได้อย่างเหมาะสม
“การประชุมครั้งแรกวันนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบข้อเสนอการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการจัดการสถานการณ์โรคโควิด-19 เข้าสู่โรคประจำถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดมาตรการทางการแพทย์และสาธารณสุข มาตรการทางเศรษฐกิจ และมาตรการทางสังคมและองค์กร ให้มีความสมดุลสอดคล้องกัน รวมถึงการสร้างความร่วมมือของประชาชนในการรับมือและปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับโควิด-19 ที่เปลี่ยนมาเป็นโรคประจำถิ่น หรือโรคติดต่อทั่วไปได้อย่างปลอดภัย” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินกล่าวว่า จากแผนและมาตรการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 สู่โรคประจำถิ่น ที่มี 4 ระยะ คือ ระยะต่อสู้กับโรค (Combatting) ระยะโรคทรงตัว (Plateau) ระยะโรคลดลง (Declining) และระยะหลังการระบาด (Post pandemic) ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในระยะทรงตัว จึงประกาศลดระดับการเตือนภัยโควิดมาเป็นระดับ 3 พร้อมดำเนินงานในแต่ละด้าน คือ 1.ด้านสาธารณสุข เดินหน้าฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ได้มากกว่าร้อยละ 60 เน้นเฝ้าระวังการระบาดที่เป็นกลุ่มก้อน และผู้ป่วยปอดอักเสบ และผ่อนคลายมาตรการสำหรับผู้เดินทางจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น 2.ด้านการแพทย์ ปรับแนวทางการดูแลรักษาแบบผู้ป่วยนอก เน้นดูแลผู้ป่วยที่เสี่ยงอาการรุนแรง มีอาการรุนแรง และภาวะลองโควิด 3.ด้านกฎหมายและสังคม เตรียมการด้านกฎหมายของทุกหน่วยงานให้สอดคล้องกับการปรับตัวสู่การเป็นโรคประจำถิ่น ลดการจำกัดการเดินทางและการรวมตัวของคนหมู่มาก ส่งเสริมมาตรการ Universal Prevention และมาตรการ COVID Free Setting และ 4.ด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ เน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจในการใช้ชีวิตร่วมกับโรคโควิด-19 อย่างปลอดภัย
“คาดว่าช่วงปลายเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนนี้ สถานการณ์จะเข้าสู่ระยะโรคลดลง (Declining) และจะมีการผ่อนคลายมากขึ้น รวมถึงจะประกาศลดระดับการเตือนภัยเป็นระดับ 2” นายอนุทินกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการชงต่อที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โรคโควิด-19 (ศบค.) ในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ เรื่องการผ่อนคลายยกเลิกไทยแลนด์ พาส กับ เปิดสถานบันเทิง ประเภทผับบาร์ หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า สเต็ป บาย สเต็ป ซึ่งจะต้องหารือกับทางกรมควบคุมโรคอีกครั้ง แต่ทุกอย่างจะเป็นแนวทางผ่อนคลายให้ประชาชนดำเนินชีวิตได้ ส่วนเรื่องผับบาร์ ก็จะมีมาตรการต่างๆ เป็นลำดับ เรื่องนี้อย่างไรก็ต้องถูกนำเสนอเข้าที่ประชุม ศบค.เป็นสเต็ปเร็ว แต่อยู่ในเงื่อนไขความร่วมมือของประชาชน ตระหนักรู้ให้ตัวเองห่างไกลการติดเชื้อ เมื่อมีความเสี่ยงก็ต้องแยกตัวเองไว้ก่อน

เมื่อถามถึงการหารือร่วมกับกลุ่ม รพ.เอกชน หลังโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า การประกาศโรคประจำถิ่นต้องสอดคล้องกับสากล เนื่องจากการประกาศเป็นโรคระบาดร้ายแรงทางองค์การอนามัยเป็นผู้ประกาศ แต่ในทางปฏิบัติเราก็พยายามเดินเข้าสู่โรคประจำถิ่น แต่ตอนนี้ เราถือเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่ใช้มาตรการดูแลประชาชนอยู่ แต่เมื่อทุกอย่างพร้อม ประชาชนเข้าใจแล้วก็เป็นโรคประจำถิ่น เหมือนโรคไข้หวัดใหญ่ ที่ใช้ตามสิทธิรักษา หรือหากอยากรักษาเอง ก็ต้องให้ผู้ผลิตเวชภัณฑ์มาขึ้นทะเบียนใช้ภาวะทั่วไป ที่หาซื้อได้ตามร้านทั่วไป ซึ่งเราต้องเดินไปในแนวทางนี้
ด้าน นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า ในการประกาศลดระดับประกาศเตือนภัยโควิดระดับ 3 หากจะลดเป็นระดับ 2 ก็จะต้องดูสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งจะมีการลดมาตรการลงไป โดยจะต้องผ่าน ศบค.ก่อน
เมื่อถามว่า จะมีการพิจารณาเปิดผับบาร์ จะทำแบบพื้นที่นำร่องหรือจะเปิดพร้อมกันทั้งหมด นพ.เกียรติภูมิกล่าวว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องนี้

