สถานการณ์เงินเฟ้อพุ่งสูงในปัจจุบัน และมีแนวโน้มทะยานต่อไปอีก ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินเฉลี่ยทั้งปีนี้เงินเฟ้อจะอยู่ระดับ 6% เศษ
นั่นหมายความว่า เงินในกระเป๋าที่เคยซื้อสินค้าชิ้นหนึ่งในราคา 100 บาท ต้องควักเงินแลกสินค้าชิ้นเดิมเพิ่มเป็น 106 บาท หรือเท่ากับรายได้ที่รับต่อเดือนลดลงไปโดยปริยาย
จึงไม่แปลกในระยะหลัง ผู้ว่าการแบงก์ชาติ “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ต้องออกมาส่งสัญญาณถึงความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (สกัดความร้อนแรงของภาวะเงินเฟ้อ) ที่ยืนนิ่งระดับ 0.50% ต่อปีมายาวนาน
แน่นอน การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของแบงก์ชาติย่อมส่งผ่านไปยังอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบไปยังฝั่งผู้กู้เงิน
ผู้ว่าการแบงก์ชาติเปรียบเทียบผลกระทบระหว่างการปรับอัตราดอกเบี้ยกับภาวะเงินเฟ้อ ชี้ว่าดอกเบี้ยเงินกู้หากเพิ่มขึ้น 1% จะเป็นภาระดอกเบี้ยของภาคครัวเรือนที่มีหนี้เงินกู้กับธนาคาร เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.50 แต่หากปล่อยเงินเฟ้อไปตามยถากรรมไร้การควบคุม สมมุติอยู่ที่ระดับ 3.6% ภาคครัวเรือนจะมีภาระเพิ่มขึ้นมากกว่าผลของการขึ้นดอกเบี้ยถึงกว่า 7 เท่า
หากมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ภาคครัวเรือนที่มีหนี้เงินกู้กับสถาบันการเงินต้องได้รับผล
กระทบต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นถ้วนหน้าหรือไม่
แบงก์ชาติอธิบายว่า หนี้เงินกู้ของภาคครัวเรือนส่วนใหญ่ร้อยละ 60 เป็นสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ อาทิ สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน หรือสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งจะกำหนดค่างวดคงที่ โดยสถาบันการเงินได้คำนวณเผื่อการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยไว้แล้วประมาณร้อยละ 0.75-1.00 ต่อปี ดังนั้น หากอัตราดอกเบี้ยไม่ได้ปรับขึ้นเกินกว่าที่สถาบันการเงินเผื่อไว้ ผู้กู้ก็ยังมีภาระผ่อนต่อเดือนเท่าเดิม แต่อาจต้องผ่อนยาวขึ้น เพราะค่างวดจะถูกแบ่งไปจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แต่ไปตัดเงินต้นได้น้อยลง
เท่ากับว่า สำหรับภาคครัวเรือนทั่วไปหากอัตราดอกเบี้ยไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นมาก (เกินกว่าที่เผื่อไว้) การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็จะมีผลต่อครัวเรือนในกลุ่มขอสินเชื่อใหม่เป็นหลักเท่านั้น
และหากมองในแง่บวกการปรับขึ้นดอกเบี้ย ยังเป็นการช่วยชะลอการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนด้วย (เพราะเพิ่มความระมัดระวังในการก่อหนี้)
แต่มีมุมมองของนักการเงินระบุถึงปัญหาเงินเฟ้อของไทยในปัจจุบันมาจากราคาพลังงานเป็นหลัก เมื่อไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันและมีราคาสูงเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (จากค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงมาก) จึงไปกดดันต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง ผลักให้ราคาสินค้าสูงขึ้น สะท้อนไปยังเงินเฟ้อพุ่งสูง
ดังนั้น อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนพลังงาน เป็นปัจจัยภายนอกเกินกว่าที่เราจะไปควบคุมได้ การปรับขึ้นดอกเบี้ยของแบงก์ชาติก็คงช่วยอะไรได้ไม่มาก ถ้าต้นเหตุสำคัญอย่างราคาน้ำมันไม่ลดลง
สาเหตุความจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะหากปล่อยให้ไปตามธรรมชาติไม่ทำอะไรเลย แบงก์ชาติก็อาจเจอทัวร์ลง ข้อหาในฐานะผู้กำกับนโยบายการเงินกลับนิ่งเฉยต่อสถานการณ์
หากเป็นเช่นนั้น การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินในเดือนสิงหาคมที่มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ก็จะเท่ากับการเพิ่มภาระภาคครัวเรือนที่ทนรับค่าครองชีพเพิ่มสูงขณะนี้ ต้องแบกน้ำหนักยิ่งขึ้นไปอีก
สัญญา รัตนสร้อย

