ชาวนากับการเมืองเป็นหัวข้อการศึกษาทางรัฐศาสตร์ระดับโลกที่สุดแสนจะคลาสสิก และอาจจะพูดว่าไม่มีวันตายง่ายๆ เพียงแต่ว่าในเมืองไทยนั้นความสนใจศึกษาเรื่องชาวนากับการเมืองอย่างจริงจังอาจจะมีน้อยกว่าบทบาทของชาวนาที่มีต่อการเมืองด้วยซ้ำ ด้วยว่าหัวข้อการศึกษาในเรื่องการเมืองไทยมีอยู่มากมาย โดยเฉพาะในช่วงหลังสนใจกันเรื่องประวัติศาสตร์รัฐสมัยใหม่ ชนชั้นกลาง ชาวบ้าน และการร่างรัฐธรรมนูญเสียเป็นส่วนมาก
พูดง่ายๆ ก็คือ เราใช้ทฤษฎีที่ว่าด้วยเรื่องของชาวนากับการเมืองจริงจังแค่ไหน หรือว่าเราเพียงสนใจว่าการเมืองของคนส่วนใหญ่ในประเทศนั้นมีหน้าตาอย่างไรเฉยๆ แล้วเผอิญคนส่วนใหญ่ของประเทศประกอบอาชีพเป็นชาวนาในงานวิชาการทางด้านชาวนากับการเมืองนั้นจะมีความแตกต่างจากการศึกษาแค่ว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นปัจเจกบุคคลที่ประกอบอาชีพเป็นชาวนา หรือเกษตรกร มาสู่การตั้งคำถามว่าความเป็นชาวนานั้นมีผลต่อทั้งรูปการณ์และจิตสำนึกของเขาและปฏิบัติการทางการเมืองอย่างไร
ด้วยเชื่อว่า “ความเป็นชาวนา” นั้นมีลักษณะพิเศษบางอย่าง พวกเขาไม่ใช่แค่เป็น “ชนชั้นกลางแบบหนึ่ง” ที่จะมีจริตและรูปการณ์จิตสำนึกแบบชนชั้นกลางทั่วไป และจะมาจับยัดเอาง่ายๆ ว่าชาวนาต้องการการเมืองแบบประชาธิปไตยแบบเดียวกับคนชั้นกลาง โดยเฉพาะคนชั้นกลางในเมือง หรือชาวนาควรจะมีสิทธิเข้าถึงประชาธิปไตย เพราะเขาก็เป็นชนชั้นกลางเช่นกัน ในอีกด้านหนึ่งการศึกษาเรื่องชาวนานั้นก็ไม่ได้อธิบายทุกอย่างเป็นเพียงแค่ “คนจน” หรือ “กรรมาชีพ” ที่มีการเคลื่อนไหวและจัดตั้งองค์กร และความใฝ่ฝันทางการเมืองแบบ “กรรมกร” หรือผู้ใช้แรงงาน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พรรคคอมมิวนิสต์ในอดีตเข้าใจดีว่า ชาวนาเป็นทั้งปัจจัยแห่งความสำเร็จและปัจจัยแห่งความล้มเหลวของการปฏิวัติมวลชนและต่อต้านทุนนิยม ดังนั้นการจัดตั้งชาวนากับการจัดตั้งกรรมกรไม่ได้เป็นเรื่องที่ใช้ตำราเล่มเดียวกันได้ การเคลื่อนไหวของชาวนาที่เป็นแกนสำคัญในการปฏิวัติในจีนไม่ได้ประสบความสำเร็จในไทยก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญ
สมัยก่อนที่เราศึกษาการเปลี่ยนแปลงในโลกคอมมิวนิสต์นั้น เรื่องจริงๆ ที่สนใจกันไม่ได้มีแค่เรื่องของพรรคคอมมิวนิสต์กับการบริหารรัฐ หรือระบบอุตสาหกรรมและการเมืองของกรรมาชีพ แต่เราศึกษาไปถึงเรื่องของระบบนารวมและระบบการแบ่งสันและผลิตสินค้าเกษตรในสังคมชาวนา เรียกได้ว่าถ้าศึกษาเรื่องการเมืองจีนในอดีตในช่วงการปฏิวัติคอมมิวนิสต์นั้น นอกจากศึกษาการสงคราม เราก็ศึกษาเรื่องของการประชุมพรรค และการเปลี่ยนแปลงของระบบเกษตรนั่นแหละครับ สำหรับเมืองไทย นักวิชาการที่สนใจและต่อสู้เรื่อง “ชาวบ้าน” นั่นก็ย่อมเข้าใจดีว่า “ชาวนา” กับ “ชาวบ้าน” นั้นไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันเสียทีเดียวในแง่ทฤษฎี และการต่อสู้ทางการเมืองจริง ในหลายๆ ครั้ง ชาวนานั้นมีความเป็นสมัยใหม่กว่าชาวบ้าน เพราะต่อสู้เรื่องราคา ไม่ได้ต่อสู้เรื่องการพัฒนาทางเลือกหรือการไม่พัฒนา หรือแม้กระทั่งโครงสร้างการเคลื่อนไหวของชาวนา ก็อาจจะไม่ได้มีโครงสร้างการจัดตั้งองค์กรในแบบเดียวกับชาวบ้าน หรือในแบบเดียวกับขบวนการทางสังคมสมัยใหม่ แต่กระนั้นงานในเมืองไทยที่ว่าด้วยเรื่องการเมืองชาวนาก็ไม่ได้มีมาก ส่วนมากเป็นงานที่ศึกษา “สังคมชาวนา” เสียมากกว่าศึกษา “การเมืองของชาวนา” โดยจะเน้นสนใจงานมานุษยวิทยาว่าด้วยเรื่องของหมู่บ้านในอดีตว่ามีลักษณะอย่างไร อิทธิพลของศาสนาที่มีต่อวัฒนธรรมของไทย (และมีความพยายามที่จะพัฒนาความเข้าใจว่าบทบาทของพุทธศาสนากับการสร้างโลกทรรศน์และความชอบธรรมทางการเมือง เป็นต้น)
หรือแม้จะมีความสนใจเรื่องของระบบอุปถัมภ์ที่ถูกนำมาอธิบายลักษณะความล้าหลังของสังคมไทย หรือ อุปสรรคต่อการเมืองประชาธิปไตย การพัฒนาทฤษฎีระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยก็ถูกพัฒนามาจากการศึกษา รูปแบบการปกครองของราชสำนักผ่านการตีความกฎหมายและบทบาทของผู้อุปถัมภ์ในชุมชนแออัดในเมือง (ทั้งสองชิ้นนี้เป็นงานของอาจารย์อคิน รพีพัฒน์) กล่าวโดยสรุป นักวิชาการที่สนใจเรื่องของชาวนากับการเมืองที่มีลักษณะ “ชาวนาศึกษา” คือเชื่อว่า ชาวนาเป็นลักษณะพิเศษของปรากฏการณ์กลุ่มพลัง และอัตลักษณ์ทางการเมือง เฉพาะที่ไม่สามารถละลายหรือลดทอนไปอธิบายด้วยแนวคิดอื่นนี้เอง เชื่อว่าจะทำความเข้าใจเรื่องชาวนาก็จะต้องเชื่อมโยงกับสิ่งที่เรียกว่า “การเมืองภาคเกษตร” (agrarian politics) ซึ่งหมายถึงจะต้องเข้าใจชาวนา ในฐานะของที่มาทางประวัติศาสตร์ว่าเกิดเมื่อไหร่ และเปลี่ยนแปลงอย่างไร ไม่ใช่เชื่อว่าชาวนาไม่เปลี่ยน (แต่ต้องเข้าใจว่ามีส่วนไหนที่เปลี่ยน และส่วนไหนที่ยังไม่เปลี่ยน คือยังมี “ความเป็นชาวนา” อยู่เสมอ) การพูดเรื่องภาคเกษตรนั้นกว้างกว่าอาหาร เพราะเรื่องภาคเกษตรมันมีทั้งส่วนผลิตอาหาร หรือปลูกพืชที่ไปสร้างพลังงานก็มี
นอกจากนั้นยังจะต้องศึกษาชาวนาคู่กับเรื่องความเปลี่ยนแปลงในระบบเกษตรกรรมด้วย สิ่งนี้แหละครับที่งานในยุคหลังแม้จะพูดเรื่องชาวนาสมัยใหม่ในสังคมไทย ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญว่าตกลง “ข้าว” และระบบที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและจำหน่ายข้าวนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก
เรื่องของข้าวกับชาวนานี้เป็นเรื่องใหญ่มากครับ เป็นทั้งเงื่อนไขทางสังคมวัฒนธรรม จิตวิทยา เศรษฐกิจ และการเมือง กล่าวคือ ชาวนากับข้าวเป็นของคู่กัน ถ้าไม่ปลูกข้าวเขาก็ไม่เรียกว่าชาวนา เขาก็เรียกรวมว่าเกษตรกร (หมายถึงว่า การเข้าใจการเมืองภาคเกษตรนั้นความจริงก็มีมากกว่าชาวนา เพราะยังมีชาวไร่อ้อย ชาวไร่มัน ชาวสวนยาง ชาวนากุ้ง ชาวประมง ฯลฯ แต่ชาวนานั้นมีมากที่สุดนั่นแหละครับ) ทีนี้ชาวนาเองก็ไม่ได้จะถูกมองว่าเป็นสังคมเก่าเสียทีเดียว เพราะในสังคมเกษตรกรรมนั้น การปลูกข้าวก็ไม่ได้มีมาตั้งแต่แรก เพียงแต่ในการเมืองก่อนเข้าสมัยใหม่นั้น เราจะพบว่าการเมืองที่สัมพันธ์กับการจัดการเรื่องข้าว ไม่ว่าทั้งระบบที่ดินและระบบน้ำ ตลอดจนการจัดการภาษีนั้น เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชาวนา มีความสัมพันธ์กันในฐานะลักษณะหลักกว่าความสัมพันธ์กับเรื่องอื่น การมีอยู่ของรัฐสัมพันธ์กับการค้าและการผลิตข้าว (แม้ว่าข้าวจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีการส่งออกในสมัยก่อน แต่ก็เพราะมันเป็นสินค้าทาง ยุทธศาสตร์ ที่รัฐจะต้องจัดการให้ได้ ทั้งในแง่การสงครามและสัญลักษณ์ของการเมืองวัฒนธรรมว่าด้วยอุดมการณ์)
ทีนี้เรื่องมันดูง่ายแต่ยุ่งยากขึ้นตรงที่ว่า เรามักจะเชื่อง่ายๆ ว่า การออกจากข้าวไปปลูกอย่างอื่นหรือออกจากข้าวแล้วเคลื่อนย้ายแรงงานกลายเป็นจุดสิ้นสุดของสังคมชาวนา ทั้งที่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นมีการผลิตข้าวที่ซับซ้อนและเพิ่มปริมาณมากขึ้น รวมทั้งชาวนาเดิมก็ปลูกข้าวมากขึ้นกว่าเดิม และรัฐก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับระบบการบริหารจัดการการผลิตข้าวและการจำหน่ายข้าวมากขึ้น ในส่วนนี้อยากจะให้เข้าใจว่าการพูดถึงบทบาทของรัฐที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับข้าวนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยุคสมัยหนึ่งเราอธิบายแค่ว่าเป็นเรื่องของ “นโยบายข้าว” ของรัฐ แต่ในทางรัฐศาสตร์แล้ว เราอาจจะต้องเข้าใจระบบความเกี่ยวพันระหว่างรัฐกับภาคเกษตรอย่างน้อยสองลักษณะ
หนึ่งคือ มองความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับภาคเกษตร อย่างน้อยในส่วนนี้ในแง่ของ “การจัดสถาบัน” ว่ามีหน่วยงานและโครงสร้าง ตัวแสดงอะไรบ้างที่เกี่ยวเนื่องระหว่างรัฐบาลกับข้าว ที่มีมากกว่ารัฐบาลเป็นก้อนเดียว มาสู่การพิจารณาหน่วยงานต่างๆ ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ขยายคลุมไปถึงเรื่องของหน่วยงานเอกชน หน่วยงานร่วมภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงบทบาทการรวมตัวของประชาชนในการต่อรองในเรื่องดังกล่าว (วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของ ดร.วีระ หวังสัจจะโชค ได้แสดงภาพดังกล่าวไว้อย่างน่าประทับใจ เชิญหาอ่านได้จากห้องสมุดวิทยบริการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
สองคือ มองความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับภาคเกษตรในกรอบของ “รัฐ” ที่อาจจะเป็นระดับของ “โครงสร้าง” มากกว่า “สถาบัน” โดยพยายามตั้งคำถามกับตรรกะของรัฐ ดูความเชื่อมโยงของรัฐกับทุนในแง่ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ (transformation) มากกว่าเรื่องของการจัดสถาบัน แต่พิจารณาการพยายามปรับเปลี่ยนภาคเกษตรทั้งระบบ และมองว่าการปลูกข้าวเป็นส่วนหนึ่งของภาคเกษตร
ในแง่นี้สิ่งที่จะต้องพิจารณานั้นไม่ได้อยู่แค่ว่า รัฐจะเอาตัวรอดจากการเมืองและระบบการผลิตข้าวอย่างไร แต่ต้องดูว่ารัฐกับทุนนั้นพยายามผลักดันให้ภาคเกษตรในอนาคตเป็นอย่างไร ด้วยตรรกะอะไร เช่นการพูดว่า จะต้องมีการทำโซนนิ่งการเกษตรตั้งแต่ยุคคุณยิ่งลักษณ์ มาจนถึงการห้ามและจ้างชาวนาไม่ให้ปลูกข้าวนั้น เขาต้องการย้ายชาวนาไปเป็นอะไร ให้เลิกเป็นชาวนา แต่ไปเป็นลูกจ้างที่ผลิตสินค้าเกษตรให้กับทุนใหญ่ที่มีข้อมูลตลาดเหนือกว่าชาวนาหรือไม่? รัฐกับนโยบายการเกษตรพันธสัญญาที่ทุนใหญ่ด้านเกษตรมีบทบาทกับเกษตรกรจะเข้ามาแทนที่การที่รัฐจะต้องจ่ายช่วยชาวนาโดยตรง ไปเข้าระบบประชารัฐที่รัฐวาดฝันไว้หรือไม่? การตั้งคำถามกับ “สัญญาณของตลาดโลก” ที่นักรัฐศาสตร์บูชานั้นจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของชาวนาอย่างไร สังคมชาวนาจะหายไปง่ายๆ เพียงแค่ว่าในแต่ละปีชาวนาสามารถพึ่งพาเครื่องจักรและองค์ความรู้ของรัฐและทุนใหญ่ในการผนึกกำลังเป็นหน่วยการผลิตที่สู้กับตลาดโลก และปล่อยให้มีชาวนาเท่ๆ เกษตรกรฮิปๆ ปลูกพืชแปลกๆ ขายแพงๆ อยู่ได้จริงหรือ?
เราเคยทำการศึกษามากน้อยแค่ไหน ทั้งในระดับการจัดสถาบันและโครงสร้างรัฐ ว่าความล้มเหลวของการบริหารจัดการภาคเกษตรนั้นเป็นเรื่องแค่แรงจูงใจของนักการเมืองเท่านั้นหรือไม่? คำตอบจากนักวิชาการด้านการเมืองภาคเกษตรชี้ชัดว่า บ่อยครั้งความล้มเหลวของรัฐและระบบการเมืองภาคเกษตร หรือที่แก้ปัญหาภาคเกษตรไม่ได้ ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะประชานิยมของนักการเมืองที่เอาใจเกษตรกรหรือชาวนา แต่เป็นเรื่องของอคติทางนโยบายและผลประโยชน์ทางชนชั้นที่รัฐต้องการกดราคาสินค้าเกษตรเพื่อรองรับการเติบโตของเมือง และภาคอุตสาหกรรมและบริการในเมือง (นี่คืองานทางด้าน urban bias หรืออคติของการพัฒนาประเทศ ทั้งงานในอินเดีย ของ Lipton และงานในแอฟริกา ของ Bates เป็นต้น) หรืองานที่ตั้งประเด็นประเภท “ที่ใดมีรัฐ ที่นั่นมีทุกข์” แบบงานของ Scott ในชิ้นหลังๆ ไม่ว่าจะชิ้นที่ว่าด้วย Seeing like a State. หรือ The Arts of Not Being Governed. ที่มองว่า โดยเนื้อหาสาระแล้ว รัฐนั้นมีมุมมองและผลประโยชน์ของตนเองที่สกัดขัดขวางชาวนา ชาวบ้าน และพัฒนาการของการเชื่อมโยงกันของมนุษย์ การหนีออกจากรัฐต่างหากที่จะเป็นการหนีความล้มเหลวในระดับโครงสร้างของรัฐเองได้
แนวคิดอนาธิปไตยสมัยใหม่แบบสก๊อตนี้เองที่ตั้งคำถามไปไกลกว่าการปล่อยให้ตลาดมาจัดการแทนรัฐ หรือการใช้รัฐส่งเสริมบางชนชั้นไปสู่การพยายามค้นหารูปแบบการเชื่อมโยงใหม่ๆ ของมนุษย์ ที่มากกว่าการเปิดตลาดให้ชาวนามาขายข้าวเพราะเห็นใจชาวนา ราวกับข้าวไทยเป็นลองกองจากสามจังหวัดภาคใต้
ในส่วนสุดท้ายที่ต้องการจะพูดถึงก็คือ ในการศึกษาการเมืองของชาวนานั้น นอกเหนือจากจะต้องเข้าใจตัวตนของชาวนาและความสัมพันธ์ของชาวนาที่มีต่อข้าวและรัฐแล้ว นักวิชาการทางรัฐศาสตร์นั้นศึกษาเรื่องของการเมืองชาวนาในหลายรูปลักษณะ ในยุคอดีตนั้นอาจจะสนใจกบฏชาวนาว่าเมื่อไหร่ลุกฮือ เมื่อไหร่เป็นพันธมิตรกับชนชั้นอื่น มีเงื่อนไขอะไรที่ยอมอยู่ในระบบเก่า เช่น อิทธิพลทางศาสนา ความสัมพันธ์ระหว่างชาวนากับผู้ปกครอง อาทิ การศึกษาว่าผู้ปกครองและชนชั้นกลาง ใครช่วงชิงชาวนาไปเป็นพวกได้ หรือเงื่อนไขไหนที่จะเชื่อมโยงชาวนาและเปลี่ยนผ่านการเมืองจากอดีตไปสู่เผด็จการฟาสซิสต์ คอมมิวนิสต์ หรือประชาธิปไตย การศึกษาอีกรูปแบบหนึ่งคือ ไม่ได้ศึกษาภาพกว้างทางประวัติศาสตร์ แต่สนใจวิธีการตัดสินใจของชาวนาว่า เขาตัดสินใจในแบบยึดติดกับความไม่เสี่ยง และเงื่อนไขอื่นๆ นอกเหนือจากกำไรขาดทุน (moral economy) หรือตัดสินใจเสี่ยง และใช้ระบบการตัดสินใจแบบเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์เป็นหลัก (rational peasant)
นอกเหนือจากการศึกษาเรื่องของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในประวัติศาสตร์ หรือการตัดสินใจทางเศรษฐกิจและการเมืองของชาวนา รวมทั้งลักษณะของสังคมชาวนาที่นักมานุษยวิทยาสนใจแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่เคยเป็นเรื่องยอดฮิตในการศึกษาการเมืองของชาวนา คือศึกษาการต่อต้านของชาวนาต่อรัฐ โดยเฉพาะการศึกษาในระดับจุลภาค หรือเป็นลักษณะการต่อต้านประจำวัน ดังนั้นการเมืองของชาวนาจึงไม่ใช่เพราะเขายอมต่อระบบ แต่ต้องไปดูการเมืองของข่าวลือ การไม่เชื่อฟัง และการต่อต้านในระดับย่อยๆ ที่ไม่ใช่การต่อสู้ระดับการโค่นระบอบ และการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ขณะเดียวกันการศึกษาการเมืองของขบวนการชาวนาก็ยังเป็นเรื่องยอดนิยมอยู่ ทั้งในแง่ขบวนการชาวนาสมัยใหม่ และการเชื่อมโยงการเคลื่อนไหวของชาวนา และเกษตรกรอื่นๆ ในระดับโลก เพื่อเข้าใจตรรกะของทุนภาคเกษตรทั้งหมด และเข้าใจตรรกะและพื้นที่ในการต่อรองในรูปแบบของการพัฒนาชนบทต่างๆ ที่ไม่ได้มองว่าการเมืองนั้นเกี่ยวเนื่องแต่เรื่องของการตัดสินใจ อำนาจ และอัตลักษณ์ แต่เชื่อมโยงกลับไปสู่ปัญหาอีกข้อหนึ่งที่เป็นปัญหารากฐานของการเมืองและอัตลักษณ์ นั่นก็คือ “ปากท้อง” ของประชาชนนั่นแหละครับ
สุดท้ายนี้ ถ้าจิตวิญญาณของการเมืองของชาวนาจะยังคงอยู่ คำถามอันเป็นคำถามคลาสสิกของพวกเขาก็คือ “ใครเป็นเจ้าของอะไรบ้าง ใครได้อะไรบ้าง และคนที่เป็นเจ้าของ หรือได้ในสิ่งต่างๆ ในพื้นที่เหล่านั้นเขาทำอะไรกับสิ่งที่เขาเป็นเจ้าของและได้มา” ซึ่งทรัพยากรและอำนาจเหล่านั้น ความสัมพันธ์ทางสังคมอะไรบ้างที่ทั้งชนชั้น เพศสภาวะ ความเชื่อ ที่กำกับและ เกี่ยวพันกับการกระจายทรัพย์สินและความมั่งคั่งในพื้นที่ รูปแบบการทำงานและการแบ่งงานกันทำในพื้นที่เป็นอย่างไร (ความสัมพันธ์ทางการผลิต) รวมไปจนถึงการกระจายรายได้และพลวัตของการบริโภค และการสะสมความมั่งคั่ง รวมทั้งความสัมพันธ์กับผู้คนและสถาบันนอกพื้นที่ ทั้งรัฐ และทุน และชนชั้นในเมืองด้วยนั่นแหละครับ
คำถามเหล่านี้เป็นคำถามบางส่วนของการเมืองชาวนาที่ซับซ้อนกว่าข้าวราคาตกจะทำอย่างไร
จะโทษใคร และใครสร้างภาพครับ
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

