หน้าแรก Uncategorized ‘พาณิชย์-ส.อ....

‘พาณิชย์-ส.อ.ท.’ผนึกดันส่งออก ชูโมเดล‘ซาอุฯ’เปิดมิติการค้าเชิงรุก

11.10.22 | 12:00 น.

หมายเหตุ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ประชุมร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นำโดยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ติดตามความคืบหน้าความร่วมมือภายใต้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชนกับกระทรวงพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) และหารือความร่วมมือการผลักดันภาคส่งออกในไตรมาส 4/2565 และทิศทางส่งออกปี 2566 เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

วันนี้ถือเป็นอีกมิติในการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าของประเทศ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยมีการจัดตั้ง กรอ.พาณิชย์ เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าการส่งออก โดยวันนี้ดำเนินการตามนโยบายเชิงรุกและเชิงลึก การมาเยือน ส.อ.ท.เพื่อติดตามการเปิดตลาดการค้าและด้านอื่นระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย หลังได้นำคณะกระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชน และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เยือนซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่
27-31 สิงหาคมที่ผ่านมา

โดยประเด็นสำคัญ 5 เรื่องที่หารือและติดตามความคืบหน้า ได้แก่ ประการที่หนึ่ง เราสามารถทำสัญญาซื้อขายสินค้าไทยกับผู้นำของซาอุฯได้ทันที 3,500 ล้านบาท ประการที่สอง การเยือนครั้งนั้นมีผลให้จัดตั้งสภาธุรกิจไทยซาอุฯ โดยตั้งเป้าหมายร่วมกัน 2 ฝ่ายว่าจะผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ได้ 10,000 ล้านบาทภายใน 1 ปีหลังจากการเยือน รวมถึงเร่งรัดการต่อยอดในประเด็นอื่นๆ ด้วย ได้แก่ 1.กระทรวงพาณิชย์จะจัดคลินิกส่งเสริมการส่งออก หรือ Export Clinic เป็นการเฉพาะเพื่อเจาะตลาดซาอุฯ โดยจะทำงานร่วมกันระหว่างสภาอุตสาหกรรม ภาคเอกชนร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ให้คำปรึกษา กฎระเบียบ มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) สินค้าที่ต้องการของซาอุฯ ภาคบริการ ระบบการขนส่งและการจัดตั้งสายด่วน และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการทำตัวเลขการส่งออกไปยังซาอุฯ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะหมวดอาหาร การก่อสร้าง ปิโตรเคมีและยานยนต์ เป็นต้น 2.เพิ่มจำนวนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าไทยในซาอุดีฯ เบื้องต้นกระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนนำสินค้าไทยร่วมงานแสดงสินค้าสำคัญที่ซาอุฯ โดยคัดไว้เบื้องต้น 5 งานสำคัญ

Advertisement

ประการที่สาม กระทรวงพาณิชย์จับมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและกระทรวงการลงทุนของซาอุฯ จัด Webinar ส่งเสริมการค้าการลงทุนในสาขาสำคัญ เช่น ปิโตรเคมี การก่อสร้าง เหล็ก อะลูมิเนียม อาหาร การเกษตร ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและส่งเสริมการส่งออก ประการที่สี่ ที่ประชุมติดตามผลความคืบหน้า ที่ผมนำคณะกระทรวงพาณิชย์ สภาอุตสาหกรรมเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของซาอุฯ เรื่องการเจรจาเปิดเสรีการค้า หรือเอฟทีเอไทยกับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC ) ประกอบด้วย 6 ประเทศ คือ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเร่งรัดให้มีการเจรจาให้สัมฤทธิผลโดยเร็ว และติดตามความคืบหน้าการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย-ซาอุฯ (Joint Trade Committee: JTC) ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียให้ความเห็นชอบแล้ว ต่อไปเป็นการจัดตั้งให้เป็นเวทีเจรจาการค้าระหว่าง 2 ประเทศต่อไป โดยกำหนดให้ผลการศึกษาเอฟทีเอไทยกับจีซีซี ให้แล้วเสร็จกลางปี 2566

และประการที่ห้า ติดตามความคืบหน้าที่นำคณะเอกชนกับกระทรวงพาณิชย์เดินทางไปเจรจากับทางการซาอุฯ ในเรื่องต่างๆ ที่กำลังเป็นอุปสรรค ประสบความสำเร็จ 10 ข้อ อาทิ ที่ต้องการให้คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของซาอุฯ หรือ SFDA เดินทางมาตรวจโรงงานผลิตและส่งออกไก่แช่เย็น-แช่แข็งในประเทศไทย อนาคตหวังว่าจะสามารถเปิดตลาดไก่ต้มสุกต่อไป จะสร้างมูลค่าการตลาดการส่งออกของไทยมหาศาล อีกเรื่องคือ ปัญหาที่เอกชนไทยจะเดินทางไปซาอุฯที่ผ่านมา มีปัญหาเรื่องการขอวีซ่า เพราะต้องมีหนังสือเชิญจากซาอุฯเท่านั้น วันนี้มีความคืบหน้า แนวโน้มที่จะเป็นไปได้คือ การขอวีซ่าของนักธุรกิจไทยที่จะไปซาอุฯสามารถให้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หรือกลไกภาคเอกชนอื่นที่กฎหมายรับรองจากรัฐบาลไทย ออกหนังสือรับรองให้ยื่นขอวีซ่าได้ จะสะดวกยิ่งขึ้นในการเดินหน้าไปซาอุฯ รวมถึงเพิ่มช่องทางการส่งออกอาหารฮาลาลให้กับซาอุฯและกลุ่มประเทศตะวันออกกลางให้มากขึ้น ที่น่าจับตามองคือ ความต้องการต้นไม้ จะเป็นอีกสินค้าทำเงินให้ประเทศ หรือสร้างเงินให้ประเทศต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ จะได้มีการหารือกับกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไปให้ช่วยกันขับเคลื่อน

จากการหารือกับภาคเอกชน สะท้อนว่าพอใจ กับความร่วมมือกัน ทำให้เกิดการส่งออกสินค้า หรือบริการ โดยเฉพาะ 4-5 กลุ่มสินค้าที่ซาอุฯต้องการสูง และไทยมีความพร้อมในกลุ่มที่เป็นเป้าหมาย ทั้งปิโตรเคมี วัสดุก่อสร้าง และการออกแบบ ภาคบริการ เหล็ก อาหาร ยานยนต์ อาหารแปรรูป ฯลฯ จากนี้ก็จะมีความร่วมมือและต่อยอดกันมากขึ้น จากข้อมูลกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รายงานว่า ตลาดซาอุฯ เป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพและกำลังรอการเติบโต โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปซาอุฯ ในเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2565 อยู่ที่ 43,114 ล้านบาท ขยายตัว 15.9% โดยสินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปซาอุฯ อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และเครื่องจักรและส่วนประกอบของเครื่องจักร รวมถึงอาหารสัตว์ เป็นต้น

สำหรับการหารือทิศทางการค้าและการส่งออกในภาพรวม ภาคเอกชนลดความกังวลเรื่องจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ที่มีมากพอ รองรับการส่งออกได้ดีขึ้น ค่าระวางขนสินค้าขณะนี้ลดลงกว่า 1 เท่าตัว คำสั่งซื้อยังเข้ามาต่อเนื่อง มั่นใจได้ว่าการส่งออกทั้งปี 2565 เป็นบวกเกินเป้าที่เรากำหนดไว้ 4% เพียง 8 เดือนขยายตัวได้ 11% เฉพาะตลาดซาอุฯขยายตัวแล้ว 5% สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 3% และปีหน้าน่าจะมีตัวเลขใกล้เคียงนี้ ซาอุฯถือเป็นตัวอย่างของความร่วมมือในการทำงานและร่วมกันขับเคลื่อนส่งออกและลดอุปสรรค จากนี้มีแผนผลักดันในกลุ่มอื่นๆ เช่น มองโกเลีย รวมถึงเร่งมินิเอฟทีเอไทยกับเมืองรองในประเทศต่างๆ

สำหรับทิศทางส่งออกในไตรมาส 4/2565 จะยังขยายตัวได้ดี ส่วนการส่งออกปี 2566 ต้องติดตามสถานการณ์และปัจจัยเสี่ยงภายนอก ความกังวลมากที่สุดคือ ผลกระทบจากความขัดแย้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน ไม่มีทีท่าว่าจะยุติ จะกดดันเรื่องราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ ต้นทุน และกำลังซื้อ ส่วนตัวเลขจะเป็นอย่างไร ภายในเดือนธันวาคมนี้จะมีความชัดเจน สิ่งที่เราเน้นคือ หารือกับภาคเอกชน เมื่อมีข้อเสนออะไรที่เป็นปัญหาจะเร่งเข้าไปแก้ไขให้

เกรียงไกร เธียรนุกุล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

ในการเดินทางไปซาอุฯ ที่นำทีมโดย นายจุรินทร์ และผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เป็นโอกาสดีประเทศที่มีศักยภาพไม่เฉพาะซาอุฯ แต่จะเป็นประตูเข้าสู่ประเทศตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นในอนาคต สินค้าไทยเป็นโอกาสที่ดี รวมทั้งสินค้าในหมวดก่อสร้าง อุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวเนื่อง และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ตอบรับดีมาก ขอขอบคุณรองนายกฯ และทีมงาน เป็นมิติใหม่ไม่เคยทำงานใกล้ชิดขนาดนี้ ภาครัฐทำงานเชิงรุกรองนายกฯมีความเข้าใจภาคเอกชน ในความต้องการและแก้ปัญหาทุกอย่าง คิดว่าการจับมือร่วมมือกันโดย กรอ.พาณิชย์ ที่รองนายกฯทำขึ้นมาทำให้พวกเราทำงานสะดวก คล่อง และจะมีกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งในวันนี้ 10 ตุลาคม ส.อ.ท.ได้จัดหารือกลุ่มคลัสเตอร์ต่างๆประมาณ 100 ราย ที่แสดงความสนใจค้าขายกับซาอุฯ รัฐบาลซาอุฯได้ประกาศพัฒนาเมืองใหม่พัฒนาพื้นที่ทะเลทรายให้เป็นพื้นที่สีเขียว เตรียมปลูกต้นไม้เป็นหมื่นๆ ต้นกำหนดให้แล้วเสร็จในปี 2573 ถือเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการไทยที่จะเข้าไปเจรจาในด้านก่อสร้าง ที่ไม่แค่ขายสินค้า หรือวัสดุก่อสร้างเท่านั้น ยังมีเรื่องการออกแบบและการตกแต่งด้วย สมมุติมูลค่าก่อสร้างใช้งบ 1 หมื่นล้านบาท แต่มูลค่าจากการให้คำปรึกษาและออกแบบรวมกันต่อโครงการคิดเป็น 3 เท่า หรือมูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เป็นต้น ทั้งนี้ การฟื้นตลาดซาอุดีฯ ถือเป็นตัวอย่างสำคัญที่จะสร้างความร่วมมืออย่างนี้ต่อไปในอนาคต

ในการประชุมกับกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือหลายมิติในการส่งเสริมส่งออกภาคเอกชน เช่น ความคืบหน้าจัดตั้งคณะทำงานผลักดันการค้าไทย-ซาอุฯ จะนำเสนอรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) เร็วๆ นี้ การส่งเสริมการออกงานแสดงสินค้าของรัฐ เดินหน้าลดอุปสรรคการเจรจาและการค้าของภาคเอกชน รวมถึงแนวทางพัฒนาไปสู่การลดคาร์บอน และพลังงานทดแทนเชื้อเพลิง เพราะเห็นแล้วว่าในวิกฤตโลก ส่งออกเป็นเครื่องยนต์ที่เหลือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในเวลานี้ และในวิกฤตปัจจัยเสี่ยงมากมาย ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนแปลงการค้า การลงทุน และขั้วการค้าทั่วโลก ดังนั้น ต้องหารือที่จะรับมือและดูว่าตลาดใดโดดเด่น และจากการที่รัฐเอกชนร่วมกัน กล่าวได้ว่า ปีนี้เป็นปีทองการส่งออกของไทย มีโอกาสที่ทั้งปี 2565 ขยายตัวได้ 8-9% หลังจาก 8 เดือนแรกปีนี้ ขยายตัวบวกกว่า 11% และดีกว่าปีก่อนที่ติดลบ 17% ส่วนปี 2566 คงต้องมีการประชุมหารือวางยุทธศาสตร์ร่วมกันต่อไป เพราะหลายฝ่ายกังวลเศรษฐกิจโลกปี 2566 จะถดถอยเล็กน้อย แม้จะยังไม่ชัดเจนที่จะระบุถึงการค้าและเศรษฐกิจโลก เพราะปัจจัยภายนอกปัจจัยภายในยังไม่ชัดเจน โดยขอไม่ให้มีเหตุการณ์อะไรที่รุนแรง จนกระทบต่อจิตวิทยาการค้า ก็จะทำให้การส่งออกยังเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ต่อเนื่อง