หน้าแรก Uncategorized ‘สนพ.มติชน’ ป...

‘สนพ.มติชน’ ป้ายยาชาวมหานคร ‘กลับมาอ่านกับเราดิ’ เปิดโพยหนังสือใหม่ครบทุกแนว ที่จับแล้ววางไม่ลง

13.10.22 | 17:37 น.

‘สนพ.มติชน’ ป้ายยาชาวมหานคร ‘กลับมาอ่านกับเราดิ’ เปิดโพยหนังสือใหม่ครบทุกแนว ที่จับแล้ววางไม่ลง

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 27 ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ในแนวคิด “Booktopia มหานครนักอ่าน” ตั้งแต่วันที่ 12-23 ตุลาคมนี้ เวลา 10.00 – 21.00 น. สำหรับสำนักพิมพ์มติชนในปีนี้ ร่วมงานกับ พิชัย แก้ววิชิต ศิลปินและช่างภาพผู้มีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว Matichon X Phichai Keawvichit มาในแนวคิด “BookPath” (อ่านวิถี)

บรรยากาศเวลา 14.00 น. ที่เวทีกลาง สำนักพิมพ์มติชน จัดเสวนาพูดคุยแนะนำหนังสือ ในหัวข้อ ‘แกก็กลับมาอ่านกับเราดิ ออนกราวด์’ โดยมีชาวมหานครนักอ่านที่มาร่วมพูดคุย ได้แก่ นายภาณุ ตรัยเวช นักเขียนนักอ่านนักสร้างสรรค์ เจ้าของเพจ “Our History: เรื่อง เล่า เรา โลก”, แอดมินซาร่า ตัวแทนจากสมาคมป้ายยาหนังสือ, นายปกรณ์เกียรติ ดีโรจนวานิช หัวหน้ากองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ และ น.ส.วีร์ ศรีวราธนบูลย์ หรือ Badbitchbkk แรปเปอร์สาวจากรายการ The Rapper

เริ่มต้นที่ นายภาณุ ได้แนะนำหนังสือ ย้อนรอยโฮ่ง ตามรอยเหมียว (A History of Civilization with Cats and Dogs) ซึ่งเรียบเรียงโดย Hu Chuan-an แปลโดย อารยา เทพสถิตย์ศิลป์ จากสำนักพิมพ์มติชน ความว่า ถ้าเราอ่านหนังสือเล่มนี้จะเห็นว่าในอดีตมีใครบ้างที่รักสุนัข หรือแมว และคนเราผูกพันกับสัตว์เลี้ยงของเรามายาวนานแค่ไหน

เล่มที่ 2 คือ อ่อนโยนหนักหนาคือราตรี ซึ่งตนเป็นผู้เขียนเอง เป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ของศิลปินหญิง 5 คน ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าแต่ละคนมีบทบาทอย่างไร

“ที่ต้องหยิบยกทั้ง 5 เล่มนี้มา เพราะว่ามีจุดร่วมกันคือ เป็นศิลปินหญิงที่มีผลงานที่เป็นที่ชื่นชอบของคนทั้งโลก และต้องต่อสู้กับโรคทางจิตบางอย่าง ซึ่งหลายคนเคยผ่านการพยายามฆ่าตัวตายมาแล้ว หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่ออยากเชิดชูพวกเธอเหล่านี้ และอยากจะปลอบโยนให้คนอ่านแล้วมีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น” นายภาณุกล่าว

Advertisement

นายภาณุกล่าวต่อว่า อีกเรื่องที่ตนเองเขียนคือ Aesthetica สาวใช้กับปริศนาคดีศิลป์ เป็นนิยายแนวประวัติศาสตร์ มีเนื้อหาเกี่ยวกับการผจญภัยของศิลปิน หนึ่งในยุคทองของเนเธอร์แลนด์ และเล่มสุดท้ายคือ เครื่องแบบ ทรงผม หน้าเสาธง ไม้เรียวผู้เขียน ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ ของสำนักพิมพ์มติชน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การศึกษาของไทย

ด้าน แอดมินซาร่า กล่าวว่า กลุ่มของเราเป็นกลุ่มที่อยู่ในเฟซบุ๊ก เริ่มต้นจากการที่เราอยากจะมีนักอ่านมาป้ายยาหนังสือกัน โดยที่ให้นักอ่านป้ายยากันเอง ซึ่งจะมีความรู้สึกเชื่อถือและเชื่อมั่น และเราก็อยากจะให้มีการพูดคุยถึงเรื่องหนังสือด้วยกัน จึงเป็นที่มาของการตั้งกลุ่มขึ้น

ทั้งนี้ แอดมินซาร่า ได้แนะนำหนังสือ 3 เล่ม ได้แก่ เล่นแร่แปลภาพ: ประวัติศาสตร์สยามจากเบื้องหลังภาพถ่าย โดย นักรบ มูลมานัส ของสำนักพิมพ์มติชน ที่เป็นการเล่าประวัติศาสตร์ผ่านภาพ

“ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ คือเป็นประวัติศาสตร์ที่เรารู้สึกว่าทำไมสนุกจัง และการวางภาพมีเอกลักษณ์มาก เวลาอ่านแล้วรู้สึกไม่เบื่อเลย อ่านแล้วรู้สึกว่าทำไมเขาเล่าเรื่องได้น่าสนใจขนาดนี้ เลยอยากจะเชิญชวนทุกคนให้หยิบเล่มนี้กลับบ้านไป แล้วที่จำเป็นที่จะต้องมีเล่มนี้เพราะว่าภาพมีความสวยงาม ทั้งศิลปะและวิธีการถ่ายทอดน่าอ่านมาก คุ้มมาก ทั้งได้ภาพและได้ภาษากลับไปด้วย” แอดมินซาร่ากล่าว และว่า

อีกเล่มคือหนังสือ “ลูกสาวจากดาววิปลาส” ผู้เขียน จอมเทียน จันสมรัก จากสำนักพิมพ์ P.S. โดยแอดมินซาร่าชี้ว่า เป็นการเขียนเล่าการถูกข่มขืนของผู้เขียน แต่ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทำให้เขาตกต่ำ

“การถูกข่มขืนของเขาไม่ใช่สิ่งที่จะต้องถูกปกปิด มันเป็นสิ่งที่ต้องบ่งบอกออกมาเพื่อที่จะให้ทุกคนได้รู้ไว้ มันเป็นความบิดเบี้ยวทางสังคมและสภาพแวดล้อมของเขาที่มองเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงและเราอ่านแล้วรู้สึกหดหู่มาก จึงอยากหยิบยกเรื่องนี้ให้ทุกคนได้ลองอ่านเพราะเป็นหนังสือที่ดีมาก” แอดมินซาร่าเผย

จากนั้น แนะนำเล่มสุดท้ายคือ ผมฆ่า, ผมโกหก THE LIFE WE BURY ผู้เขียน Allen Eskens แปลโดย ชญาธิป วีระขจร โดยแอดมินซาร่ากล่าวว่า เป็นเรื่องของนักศึกษาคนหนึ่งที่ชื่อว่า โจ ซึ่งเขาต้องไปสัมภาษณ์บุคคลหนึ่งซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร ต้องติดคุก 30 ปี โดยที่ฆาตกรคนนั้นปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาว่าเขาไม่ได้ฆ่า ทำให้โจต้องไปสืบเสาะหาความจริง ซึ่งตนรู้สึกว่าเล่มนี้น่าอ่าน

ด้าน น.ส.วีร์ แนะนำหนังสือ 2 เล่ม คือ “นายใน” สมัยรัชกาลที่ 6 ผู้เขียน ชานันท์ ยอดหงษ์ และ จารชนสามก๊ก ผู้เขียน เหอมู่ แปลโดย ชาญ ธนประกอบ ที่ชอบหนังสือ 2 เล่มนี้เพราะเป็นแนวประวัติศาสตร์ทั้งคู่ แต่อ่านแล้วสนุกมาก

“ปกติจะเป็นคนอคติว่าจะน่าเบื่อเหมือนหนังสือเรียนหรือเปล่า แต่เมื่อได้อ่านแล้ววางไม่ได้เลย โดยเฉพาะเรื่อง ‘นายใน’ สามารถบรรยายเรื่องราวได้อย่างละเอียด และใช้ศัพท์บรรยายสิ่งต่างๆ ได้อย่างสวยงาม” น.ส.วีร์ชี้

ด้าน นายปกรณ์เกียรติ แนะนำหนังสือทั้งหมด 3 เล่ม คือ รัฐสยดสยอง ผู้เขียน ภัทรนิษฐ์ สุรรังสรรค ซึ่งเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่จะพาเรากลับไปในยุคสยาม ยุครัชกาลที่ 5 ที่เราพยายามจะปฏิรูปประเทศ โดยเราจะกลับไปดูอารมณ์ความรู้สึกของคนในยุคนั้น และสิ่งที่ผู้เขียนนำเสนอ ความสยดสยองคือความรู้สึกที่เรารู้สึกกลัวจนขนลุกขนพองกับสิ่งที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยในยุคจารีต

เล่มที่สองคือ เทพเจ้าจีนในกรุงเทพฯ ผู้เขียน อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช โดยเนื้อหาจะพูดถึงเทพเจ้าจีนแต่ละศาลที่จะมีเทพประจำศาลของตัวเอง ซึ่งเทพแต่ละองค์จะสัมพันธ์กับว่าเป็นคนจีนกลุ่มไหน ผู้เขียนจะพาไปดูว่าแต่ละศาลเจ้ามีประวัติความเป็นมาอย่างไร และสิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อผู้เขียนศึกษาจริงๆ แล้ว พบว่าเทพเจ้าจีนในกรุงเทพฯมีลักษณะเฉพาะตัว คือมีการผสมผสานระหว่างความเชื่อแบบไทยและความเชื่อแบบจีน

นายปกรณ์เกียรติกล่าวต่อว่า อีกหนึ่งเล่มคือ รสไทย(ไม่)แท้: ถอดรูปทิพย์อาหารไทยในสนามการเมืองวัฒนธรรม ผู้เขียน อาสา คำภา ที่ผู้เขียนต้องคำถามกับสิ่งที่เรียกว่าอาหารไทยคืออะไร

“หลายคนอาจจะคิดว่าอาหารไทยคือต้มยำกุ้ง หรือผัดกะเพรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่มีเรื่องของการเมืองและวัฒนธรรมสอดแทรกอยู่ เราอาจจะไม่รู้สึกหรือไม่รู้ตัวว่าจริงๆ แล้ว รสชาติที่เรียกว่าอาหารไทยนั้น เรากำลังถูกบังคับหรือผูกขาดว่ารสชาติแบบนี้คือรสชาติอร่อย ผู้เขียนจึงพาดูว่าอาหารไทยที่กล่าวถึงนั้นเป็นไทยอย่างไร” นายปกรณ์เกียรติกล่าว

ปิดท้ายโดย น.ส.ชนมน วังทิพย์ หัวหน้ากองบรรณาธิการ หนังสือภาษาไทย สำนักพิมพ์มติชน ที่แนะนำหนังสือใหม่อย่าง Laziness does not Exist ผ่อนชีวิต บิดขี้เกียจ เขียนโดย Devon Price แปลโดย พรรษรัตน์ พลสุวรรณา ซึ่งหนังสือเล่มนี้เป็นการศึกษาค้นคว้าเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ความขี้เกียจ หรือความขี้เกียจที่สังคมสร้างขึ้นเพื่อกดทับให้พวกเราต้องแอคทีฟตลอดเวลาจนหมดไฟ และทำลายความสัมพันธ์ในชีวิต และพาไปสำรวจเรื่องราวในชีวิตของผู้คนที่หลายๆ คนมองว่าเป็นคนขี้เกียจคนหนึ่ง เช่น ชีวิตของคนไร้บ้าน