เรื่องนี้อาจจะเขียนช้าไปหน่อย แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดแล้วเกิดอีกตั้งแต่โบราณกาลมา จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
เรื่องที่ว่านี้คือเรื่องตำรวจทอดกฐิน
การทอดกฐินหรือถวายผ้ากฐินนั้นคือการนำผ้าไปถวายแก่พระภิกษุผู้จำพรรษาแล้วที่วัด เพื่อทำเป็นผ้ากฐิน แต่ตามประเพณีนั้นไม่ได้ถวายเฉพาะผ้า หากยังนิยมถวายบริวารกฐินคือของอย่างอื่นด้วย และของที่นิยมถวายกันก็คือเงิน เพื่อให้พระเอาไปใช้ในกิจการต่างๆ เช่นสร้างโบสถ์ สร้างศาลา ฯลฯ ฤดูกฐิน (ภาษาพระเรียกว่าเขตกฐิน) มีกำหนด 1 เดือนต่อจากวัน สิ้นสุดการจำพรรษา คือตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 หรือประมาณกลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายน
เพราะฉะนั้นในช่วงเวลาก่อนสิ้นพรรษาพอประมาณ จึงมีการบอกบุญเชิญชวนให้ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินเป็นบริวารกฐินกันอย่างกว้างขวาง ผู้บอกบุญนี้มีทั้งชาวบ้านธรรมดาและผู้ที่มีตำแหน่งในราชการ รวมทั้งตำรวจด้วย
แต่การบอกบุญโดยตำรวจนั้นมีโอกาสที่จะกลายเป็นบอกบาปเสมอ เพราะตำรวจเป็นผู้มีอำนาจสามารถสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดและจับกุมคุมขังส่งฟ้องผู้ต้องสงสัย เมื่อตำรวจเป็นผู้บอกบุญผู้ได้รับการบอกก็ย่อมเกรงใจและจำเป็นต้องควักกระเป๋าบริจาคไม่มากก็น้อย
ก่อนถึงฤดูกฐินจะเห็นว่าบนโต๊ะของตำรวจ โดยเฉพาะพนักงานสอบสวน มักจะมีซองฎีกากฐินวางอยู่เป็นตั้ง แต่ที่คนภายนอกไม่ค่อยจะรู้กันก็คือซองเหล่านั้นตำรวจไม่ได้เป็นผู้พิมพ์เพื่อบอกบุญเอง แต่ถูกยัดเยียดหรือบังคับให้รับมาอีกต่อหนึ่งโดยผู้มีอำนาจเหนือ
หลายสิบปีมาแล้ว อธิบดีกรมตำรวจผู้หนึ่งเป็นประธานในการทอดกฐินที่วัดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ เป็นธรรมดาที่อธิบดีผู้นั้นจะต้อง “บอกบุญ” ไปยังเพื่อนร่วมงานใต้บังคับบัญชา แต่การบอกบุญของอธิบดีมีเงื่อนไขว่าแต่ละจังหวัดต้องได้เงินเข้ากองกฐินมากน้อยตามอัตราที่กำหนด เพื่อนนายตำรวจของผมคนหนึ่งซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธร จังหวัดหนึ่งในภาคเหนือ บอกผมว่า อธิบดี “บอกบุญ” เขาไป 3 ล้านบาท
ผมถามเขาว่าแล้วเขาจะหาเงินที่ไหนไปบริจาค เขาตอบว่าง่ายมาก เพียงแต่เรียกประชุมพ่อค้าในจังหวัดแล้วบอกบุญต่อก็จะได้เงินบริจาคตามจำนวนที่อธิบดีต้องการ
ผมถามว่า ถ้าเช่นนั้นสมมุติว่าได้เงินมากกว่า 3 ล้าน เขาจะหักส่วนที่เกินเอาไว้เสียเองก็ได้ใช่ไหม เขาตอบว่าได้แน่นอน
ในฤดูกฐินที่เพิ่งผ่านไปนี้ ได้มีการทอดกฐินที่วัด จังหวัดภาคอีสาน
มีผู้ “บริจาค” เงินประมาณ 10 กว่าล้านบาท
ผู้ที่เชื่อถือได้บอกผมว่า เงินจำนวนนี้มาจากการ “บอกบุญ” โดยวิธีแจกซองฎีกากฐินไปยังสถานีตำรวจต่างๆ ในเขตรับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค และในการ “บอกบุญ” ได้มีการกำหนดอัตราบริจาคไว้ด้วย ไม่ต่างกับที่เคยเกิดขึ้นแล้วในการทอดกฐินของอธิบดีกรมตำรวจเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว
เพราะการทำบุญแบบนี้ ธุรกิจนอกกฎหมายในเมืองไทย เช่น บ่อนการพนันเถื่อน การค้าประเวณี หรือการค้ายาเสพติด จึงยังเฟื่องฟูและไม่สามารถจะปราบปรามได้ เพราะเงินที่ตำรวจจะไปเอามาบริจาคส่วนหนึ่งก็ย่อมมาจากธุรกิจเหล่านั้น
รัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะประกาศใช้บัญญัติให้มีการปฏิรูปตำรวจภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้ ผมกลัวว่ากว่าจะถึงวันนั้น อาการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็จะหนักจนปฏิรูปไม่ไหวเสียแล้ว

