หน้าแรก Uncategorized ความหมายของ ป...

ความหมายของ ประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่าน // โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

6.12.16 | 13:30 น.

ในการประเมินการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยนั้น นอกเหนือจากการพิจารณาถึงสถาบันต่างๆ ที่ประชาธิปไตยจะต้องมี พิจารณาถึงผลลัพธ์จากการมีประชาธิปไตย และพิจารณาจากคุณค่าของประชาธิปไตย ดังที่ได้กล่าวไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สิ่งที่เราจะต้องมุ่งเน้นเป็นเรื่องสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การทำความเข้าใจกับความหมายของประชาธิปไตยเอง ว่าเราเข้าใจคำว่าประชาธิปไตยตรงกันไหม ในหลายๆ ครั้งเวลาที่เราพูดถึงประชาธิปไตยนั้น เราอาจจะไม่ได้เข้าใจตรงกันเสียเลย แต่ดันทึกทักว่าเราเข้าใจตรงกัน เมื่อเป็นเช่นนี้การวัดประเมินการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยก็เป็นไปได้ยาก มิพักต้องพูดถึงว่าจะมีการพยายามเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย ในที่นี้จะขอกล่าวถึงแนวทางคำนิยามกว้างๆ ในเรื่องประชาธิปไตยไว้สักสามแนวทาง เพื่อให้ลองพิจารณากันดูว่าเรามีความเข้าใจในเรื่องประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน กว้างขวางครอบคลุมแค่ไหน หรือขาดตกบกพร่องอะไรกันบ้าง

ทั้งนี้ ภายใต้คำจำกัดความที่กว้างที่สุดก็คือ ประชาธิปไตย คือระบอบการเมืองที่ประชาชนสามารถปกครองกิจการสาธารณะได้ เรื่องนี้เหมือนจะเป็นเรื่องที่น่าจะเข้าใจตรงกัน แต่เอาเข้าจริง คำว่า ประชาชนŽ คำว่า ปกครองŽ และ คำว่า กิจการสาธารณะŽ อาจจะเป็นสิ่งที่เราเข้าใจไม่ค่อยจะตรงกันก็เป็นได้ อีกประการหนึ่งที่ต้องตระหนักถึงก็คือ เวลาที่เราพูดถึงประชาธิปไตย เรากำลังพูดถึง ตัวแบบŽ การตัดสินใจ หรือเรากำลังพูดถึง คุณค่าŽ ของประชาธิปไตยกันแน่?

เรื่องนี้เหมือนเรื่องง่ายๆ แต่ไม่ง่ายนัก เพราะบ่อยครั้ง เราอาจจะตกลงกันได้ หรือเห็นพ้องต้องกันว่า คุณค่าประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ดี แต่เราอาจจะไม่สามารถคิดค้น หรือตกลงกับตัวแบบที่จะทำให้การตัดสินใจ หรือการปกครองแบบประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ หรือเพียงพอที่จะทำให้คุณค่าของประชาธิปไตยมันเกิดขึ้นได้จริง

ในการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยนั้น จึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องคิดค้นกันให้ดีว่า จะทำอย่างไรให้เกิดประชาธิปไตยที่มีทั้งคุณค่า และมีทั้งกระบวนการที่สอดคล้องต้องกันนั่นแหละครับ

นอกจากนี้แล้ว การทำให้เกิดประชาธิปไตยนั้น เราอาจจะต้องคำนึงถึงตัวแปรหรือองค์ประกอบอีกสามเรื่องที่สำคัญ 1.ว่าด้วยเรื่องคุณสมบัติของการเลือกตั้ง เช่น ใครบ้างที่มีสิทธิที่จะได้เลือกตั้ง 2.ว่าด้วยเรื่องว่าประชาธิปไตยจะสามารถเข้าไปควบคุมตรวจสอบอะไรได้บ้าง 3.ว่าด้วยระดับของการควบคุมตรวจสอบด้วยประชาธิปไตยว่าทำได้อย่างแท้จริงไหม

Advertisement

เรื่องสามเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน บางครั้งเราก็จะหมกมุ่นแค่ว่า เลือกตั้งเมื่อไหร่ ใครมีสิทธิเลือกตั้งบ้าง แต่ถ้าจะพิจารณาเรื่องการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยนั้น เราคงจะต้องดูด้วยว่า สถาบันทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งนั้นจะเข้าไปตรวจสอบ และบริหารจัดการกิจการสาธารณะอะไรบ้าง และที่สำคัญคือ สถาบันที่เราเชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยนั้นมันจะสร้างผลลัพธ์ที่ดี และผดุงไว้ซึ่งคุณค่าของประชาธิปไตยได้ไหม ผมพยายามพูดเรื่องแบบนี้ ไม่ใช่เพื่อจะลดทอนคุณค่าหรือปฏิเสธประชาธิปไตย ทั้งในแง่รูปแบบ เนื้อหา หรือคุณค่าแต่อย่างใด แต่ต้องการจะชี้ให้เห็นว่า ยังมีงานที่ต้องทำกันอีกมากในการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย โดยเฉพาะจะทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยมีมากกว่าเรื่องของการเลือกตั้งเท่านั้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเงื่อนไขความเป็นจริงของการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยนั้น เรื่องของการเลือกตั้งมักเป็นเรื่องที่เข้าใจตรงกันได้ง่าย คือมีวันเลือกตั้ง มีการเลือกตั้ง มีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และมีสถาบันทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เรื่องที่เข้าใจไม่ค่อยจะตรงกันก็คือ การนำเอาผู้คนต่างๆ หรือประชาชนที่เลือกตั้งเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินประชาธิปไตยหรือร่วมปกครองในระบอบประชาธิปไตยในมิติอื่นๆ ที่มากกว่าเพียงแค่เลือกตั้ง และการพยายามเพิ่มบทบาทของประชาชนให้เข้ามาสนทนาพูดคุย และมาร่วมพินิจพิจารณา ปรึกษาหารือกันในกิจการสาธารณะที่มากกว่าเรื่องของการเลือกตั้ง

เรื่องเหล่านี้คือเรื่องที่จะทำให้ประสิทธิภาพของระบอบประชาธิปไตยมันลึกซึ้งขึ้น และมีความกว้างขวางครอบคลุม รวมทั้งยั่งยืนมากขึ้น หรือที่เรียกว่า มีส่วนร่วมŽ และ ปรึกษาหารือกันŽ มากกว่าเพียงแค่อ้างว่า ประชาธิปไตยนั้น มาจากการเลือกตั้งŽ เท่านั้น

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะขอเริ่มอภิปรายถึงคำ นิยามกว้างๆ ในเรื่องประชาธิปไตยไว้สักสามแนว เพื่อให้ลองพิจารณากันดูว่าเราเข้าใจเรื่องเหล่านี้ตรงกันไหม 1.ประชาธิปไตยแบบชนชั้นนำ/ประชาธิปไตยแบบตัวแทน (elitist democracy) หมายถึงคำจำกัดความที่คนทั่วไปมักเข้าใจกัน ในความหมายที่ว่า ชนชั้นนำทางการเมืองนั้นแข่งขันกันในสังคมที่มีเสรีภาพ โดยประชาชนจะเป็นผู้ที่เลือกผู้แทนของเขา หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ ประชาชนเชื่อว่าตนสามารถปกครองได้โดยการเลือกชนชั้นนำที่แข่งขันกันมาเสนอตัวเป็นผู้แทน โดยจะมีระยะเวลาทุกๆสามถึงสี่ปี

ในคำจำกัดความแบบนี้ กระบวนการการตัดสินใจของรัฐบาลไม่ได้มาจากประชาชนโดยตรง แต่เป็นภารกิจของตัวแทนของประชาชนที่ได้รับมอบอำนาจมาจากประชาชน หรือที่เราเรียกอีกอย่างว่าเป็นประชาธิปไตยแบบตัวแทน โดยวิธีการทางประชาธิปไตยเช่นนี้ สิ่งที่จะตามมาก็คือ การตั้งคำถามและวัดความสัมพันธ์ระหว่างตัวแทนของเรา กับตัวของเรา ว่าตัวแทนของเรานั้นทำงานเป็นไปตามเจตจำนงของเรามากน้อยแค่ไหน นี่คือคุณค่าหลักประการหนึ่งของประชาธิปไตยที่มองในแง่ดีแล้ว ทำให้เราเข้าใจว่า เวลาที่เราตั้งคำถามว่ามีการโกงกันไหมในระบอบประชาธิปไตย เราก็กำลังตั้งคำถามว่า ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนนั้นมันสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้เรามากน้อยแค่ไหน และทำตามเจตจำนงของเราแค่ไหน นั่นแหละครับ

2.ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (participatory democracy) แม้ว่าคำว่า การมีส่วนร่วมทางการเมือง จะเป็นคำที่ระบอบประชาธิปไตยคุ้นชิน แต่ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมนั้นแตกต่างไปจากประชาธิปไตยแบบชนชั้นนำอยู่มาก เพราะคุณค่าหลักของประชาธิปไตยในแบบมีส่วนร่วมอยู่ที่การที่ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง มากกว่าเพียงแค่ไปเลือกตัวแทนของเขา กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ในแง่ของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมนี้ การที่ไม่สนใจมีส่วนร่วม หรือเพิกเฉยทางการเมืองกลับเป็นภัยอันตรายสำคัญของประชาธิปไตย ดังนั้นประชาชนในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมนั้นจะต้องมีความตื่นตัวและกระตือรือร้นตลอดเวลา ความกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองนี้ถือเป็นอัตลักษณ์สำคัญของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย และถือว่าความรับผิดชอบสำคัญของประบอบการปกครองนี้อยู่ที่ตัวประชาชนเองด้วย ไม่ใช่มองว่านักการเมือง หรือ ตัวแทนนั้นมีความรับผิดชอบต่อเรา แต่จะต้องมองว่าเรามีความรับผิดชอบต่อระบอบการเมืองและส่วนรวมมากแค่ไหน

ในทางรูปธรรมนั้น ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมนั้น จะวัดกันที่ว่า หลังการเลือกตั้ง หรือระหว่างการเลือกตั้งทั้งสองครั้ง ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมอะไรอีกบ้างในทางการเมือง ซึ่งไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปของพรรคการเมือง แต่อาจจะเป็นเรื่องของประชาสังคม หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในการดูแลกิจการท้องถิ่นและสาธารณะในรูปแบบอื่นๆ ในสิ่งรอบๆ ตัว

3. ประชาธิปไตยแบบสนทนาและปรึกษาหารือกัน (discourse theory of democracy or deliberative democracy) ประชาธิปไตยในแบบนี้เป็นอีกหนึ่งขั้นต่อเนื่องจากประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม โดยมองว่าประชาธิปไตยนั้นจะเป็นจริงได้นอกเหนือจากการมามีส่วนร่วมในกิจการบ้านเมืองร่วมกันแล้ว การมีส่วนร่วมกันจะต้องหมายถึงการที่เราต้องมาถกแถลง พูดคุย ปรึกษาหารือกันในเวที/วงสนทนาที่ทุกๆ คนมีความเท่าเทียมและมีเสรีภาพ ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ อาจจะดูเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายๆ ถ้าเรามองว่า ก็หมายถึงการมีเจตจำนงร่วมกันในแบบที่เป็นการรวบรวมเอาความคิดเห็นของผู้คนมารวมกันแล้วเรียกมันว่า นี่คือ เจตจำนงร่วมหรือเสียงข้างมาก แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือต้องการ สิ่งที่ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือต้องการก็คือ ประชาธิปไตยที่มีรากฐานจากข้อตกลงร่วมกันที่มาจากการร่วมกันใช้เหตุผลในนโยบายสาธารณะในแต่ละเรื่อง ทั้งนี้ในการดำเนินนโยบายสาธารณะในแต่ละเรื่องนั้น คนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือกังวลกับเรื่องดังกล่าวจะต้องมีส่วนที่ได้เข้ามาถกแถลง และปรึกษาหารือกัน

ประชาธิปไตยในแบบการปรึกษาหารือกันนี้มีรากฐานสำคัญที่เชื่อว่า มนุษย์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้เหตุผล และไม่ได้มีแค่ผลประโยชน์ของตัวเอง แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่คิดได้และใช้เหตุใช้ผล ดังนั้นภารกิจที่สำคัญของการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยในแบบปรึกษาหารือนั้นก็คือ ต้องพยายามทำให้ประชาชนนั้นอยู่ในพื้นที่แห่งการปรึกษาหารือที่ปราศจากการครอบงำ และปราศจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้มนุษย์นั้นสามารถที่จะใช้เหตุผลได้อย่างเสรีและรอบด้าน ซึ่งบรรยากาศเช่นนี้รวมไปถึงเรื่องของการมีข้อมูลที่รอบด้าน มีเวลา และความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน

  การสร้างบรรยากาศเช่นนี้รวมไปถึงการทำให้ประชาชนนั้นไม่ตกอยู่ในความกลัว และรู้สึกรับรู้ถึงทุกข์ของคนอื่นด้วย ด้วยเงื่อนไขเช่นนี้การมีผู้เชี่ยวชาญในตัวแบบของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือนั้น ก็คือผู้เชี่ยวชาญที่จะสนับสนุนให้ผู้คนสามารถหันมาปรึกษาหารือกันได้ มีข้อตกลงร่วมกัน ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในฐานะตัวแทนที่หวังดีและทำแทนประชาชนเสียเอง

การทำความเข้าใจความหมายของประชาธิปไตยที่แตกต่างกัน ทำให้เราตั้งคำถามกับการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยได้ละเอียดขึ้น กว้างขวางครอบคลุมและลึกซึ้งขึ้น และจะต้องหาทางผสมผสานทั้งสามตัวแบบของความหมายประชาธิปไตยเข้าไว้ด้วยกัน ในทางหนึ่งเราก็ต้องการพัฒนาชนชั้นนำที่จะเข้ามาเสนอตัวเองเป็นตัวแทนของเรา จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดการคอร์รัปชั่น ซึ่งหมายความง่ายๆ ได้ว่าคือการที่พวกตัวแทนของเราไม่ปฏิบัติตามเจตจำนงของเรา แต่หาประโยชน์เข้าตัวพวกเขาเอง

ในอีกทางหนึ่ง เราก็จะต้องพัฒนาการมีส่วนร่วมของเราในแง่ของการตั้งคำถามว่า นอกเหนือจากการเลือกตั้ง เราจะมีการมีส่วนร่วมทางการเมืองทางใดได้อีกบ้าง การมีส่วนร่วมในทางตรงหลายเรื่องก็จะสามารถลดการทำงานของรัฐลง ก็จะลดภาระการใช้งบประมาณและโอกาสการโกงลงได้ เช่น เราทำงานอาสาสมัครร่วมกันในท้องถิ่น เราติดตามข่าวสาร และตรวจสอบรัฐบาลในทางอื่นๆ

นอกจากนี้แล้ว เราต้องตั้งคำถามด้วยเช่นกันว่า ในการที่เราอยู่ร่วมกันในสังคมการเมืองหนึ่งนี้ เราพัฒนาคุณภาพของประชาธิปไตยขึ้นมาจากการปรึกษาหารือกันได้มากน้อยแค่ไหน ทุกเรื่องของการตัดสินใจเป็นแค่การยกมือด้วยเสียงข้างมาก โดยไม่ได้ฟังเหตุผลกันเลยไหม เป็นไปได้ไหมที่การตัดสินใจของเราในหลายๆ เรื่องไม่ได้เป็นเพียงการตัดสินใจด้วยผลประโยชน์ระยะสั้นของเรา แต่เป็นการคำนึงถึงคนอื่นๆ เป็นการคำนึงถึงความยั่งยืนของลูกหลาน และที่สำคัญไม่ได้เกิดจากการโน้มน้าวหรือครอบงำคนอื่นเพียงเพื่อผลประโยชน์ของเราเอง

กล่าวโดยสรุปง่ายๆ การเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยนั้นก็ต้องคำนึงถึงทั้งเรื่องของการมีรัฐบาลในนามของประชาชน ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในมิติอื่นๆ นอกจากการเลือกตั้ง และต้องคำนึงถึงเหตุผลของการตัดสินใจในแต่ละเรื่องด้วยครับ