‘ปริญญา’ ลั่น โทนี่คือแนวร่วมมุมกลับให้บิ๊กตู่ ยัน พรรคแลนด์สไลด์ของจริงคือ ‘ส.ว.’ สำคัญแค่ ‘2 ป.’ แตกกันชัวร์ไหม ?
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ชั้น G บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) มีการจัดงานแถลงข่าว “มติชน : เลือกตั้ง 2566 บทใหม่ประเทศไทย” ซึ่งเป็นแคมเปญที่นำเสนอบทบาทใหม่ของ 5 สื่อเครือมติชน ประกอบด้วย มติชน ข่าวสด ประชาชาติ มติชนทีวี และมติชนสุดสัปดาห์ ที่จับมืออีก 5 พันธมิตร ได้แก่ ทีดีอาร์ไอ, สถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย, วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์, MFEC, และศูนย์ข้อมูลมติชน เปิด “5 เวที 10 ยุทธศาสตร์ 2 กลยุทธ์” เพื่อสะท้อนภาพทุกมิติ ตีแผ่ทิศทางของสถานการณ์การเลือกตั้ง 2566 ว่าจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยอย่างไร พลังมหาศาลจากคะแนนเสียงจากประชาชน จะปลดล็อกประเทศไทยให้พ้นจาก “ดีไซน์” ของกลุ่มอำนาจได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ของสื่อมวลชนในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทย
บรรยากาศ เวลา 11.15 น. มีการเสวนา special Talk “ วิเคราะห์เลือกตั้ง 66 อนาคตประเทศไทย” โดย ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ และนายสรกล อดุลยานนท์ หรือหนุ่มเมืองจันท์ นักเขียนและคอลัมนิสต์ชื่อดัง
เมื่อนายสรกลถามว่า ถ้าพูดถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ส่วนตัวนึกถึงอะไร ?
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวว่า ตนแปลกใจ คนจัดงานตั้งใจหรือเปล่า เพราะว่าวันนี้เมื่อ 32 ปีที่แล้ว 23 ก.พ.2534 เกิดการรัฐประหาร โดยคณะที่ทำรัฐประหารชื่อคล้ายกันคือ คณะความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) กับ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะนั้นกับคณะนี้ต่างกัน คณะนั้นต้องสงบและเรียบร้อย แต่คณะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ต้องเรียบร้อยมากก็ได้ แต่ต้องสงบจบที่ลุงตู่ ตามสโลแกนหาเสียง
“ผมคิดว่า ในตอนนั้นที่ผมเป็นนักศึกษา มันเป็นช่วงที่เราพ้นจากประชาธิปไตยครึ่งใบ เดินหน้าสู่ประชาธิปไตยเต็มใบ ซึ่ง 14 ตุลาคม 2516 คือประชาธิปไตยครึ่งใบ แล้ว 6 ตุลาคม 2519 ก็ปราบมาสู่ยุคที่เอาครึ่งๆ แล้วกัน เราพ้นมาสู่ยุคที่ พ.ล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นั่งนายกฯ มันกำลังจะเดินหน้า เกิดจุดสะดุดสำคัญคือ รัฐประหาร 2534 ซึ่งก็เป็นต้นแบบของการรัฐประหาร 22 กุมภาพันธ์ 2557” ผศ.ดร.ปริญญากล่าว
เมื่อถามถึงบรรยากาศการเลือกตั้งหลังรัฐประหาร กับบรรรยากาศตอนนี้ คลี่คลายลงกว่าเดิมหรือไม่ ?
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวว่า ความจริงไม่ต่างกันมากนัก เพียงแต่ว่าเมื่อ 32 ปีที่แล้ว พล.อ.สุจินดา คราประยูร ทำไม่สำเร็จ ซึ่งก็วางแผนทำแบบเดียวกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำ
“เอาง่ายๆ คนร่างรัฐธรรมนูญก็คนเดียวกัน อ.มีชัย ฤชุพันธุ์ แล้วก็ให้ทำแบบเดียวกันคือให้ ส.ว.ชุดแรก จากคณะปฏิวัติเป็นคนเลือก และตั้งใจให้ ส.ว.ชุดแรกมีอำนาจเลือกนายกฯ ด้วย แต่พวก น.ศ.ขณะนั้นไม่ยอมรับ ไปอดข้าวประท้วงหน้าสภา 2 วันแรกยังเสียงแข็ง วันที่ 3-4 ชักมาเยอะขึ้นจนเริ่มถอย ร่างรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ในปี 2534 แม้ว่า ส.ว.นั้น รสช.จะเลือกมา แต่อำนาจเลือกนายกฯ ไม่มี นี่เป็นบทเรียนว่าทำไมร่างแรกในคราวนี้ ส.ว.ถึงไม่มีอำนาจเลือกนายกฯ ถึงมาแปะเพิ่มในคำถามเพิ่มเติม
ผมกำลังจะบอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านทำในสิ่งซึ่ง พล.อ.สุจินดา คราประยูร ทำไม่สำเร็จเมื่อ 31 ปีที่แล้ว” ผศ.ดร.ปริญญาชี้

เมื่อถามว่า มองการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างไร?
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวว่า ตนมองว่าเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ คนซึ่งยึดอำนาจเมื่อ 9 ปีที่แล้วจะได้เป็นนายกฯต่อไหม นี่คือจุดเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อ ส.ว.ชุดนี้หมดวาระ อำนาจในการเลือกนายกฯ อำนาจเลือกองค์กรอิสระ รวมถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะหมดไป พูดง่ายๆ ว่าที่สามารถรักษาอำนาจได้ คือผ่านองค์กรอิสระเหล่านี้ ทั้ง ส.ว.ที่เลือกนายกฯได้ ศาลรัฐธรรมนูญ ปปช. กกต. นี่คือสิ่งที่ พล.อ.สุจินดาไม่เคยมี เพราะสิ่งเหล่านี้มาจากรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นผลจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 แต่ตอนนั้น ส.ว.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่ ส.ว.ชุดนี้มาจาก คสช.ก็เลยสามารถรักษาอำนาจได้ ซึ่ง ส.ว.ชุดนี้หมดวาระ 5 ปี ครบวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 แน่นอนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีสิทธิเลือก ก็แปลว่าการเลือกตั้งใดก็แล้วแต่ ก่อนหน้านี้ ส.ว.ที่มาจาก คสช.จะยังคงมีอำนาจเลือกนายกฯ รวมถึงองค์กรอิสระด้วย
“แต่ข้อสำคัญคือ เลือกตั้ง 66 ที่เราบอก อยู่ที่ประชาชนว่าจะกำหนดอนาคตตัวเองอย่างไร ภายใต้การแข่งขันทางนโยบาย ผมว่าถูกครึ่งเดียว เผลอๆ ไม่ถึงครึ่งด้วย เพราะพรรคแลนด์สไลด์ ของจริง จริงๆ คือ ส.ว. 250 นอนมาแล้ว สำคัญแค่ว่า 2 ป. เขาแตกกันไหม ไม่แน่เสมอไป แต่ว่าโอกาสสูงมาก ว่าง่ายๆ คือการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ก็เหมือนกับที่ทุกท่านเป็นประชาชน เราประกาศ TOR รับสมัครทีมงานมาบริหารบ้านเมืองให้เรา และมีเงินเดือนตามนี้ มีงบประมาณแผ่นดินปีละ 3 ล้านล้านบาท มีทรัพยากรของประเทศ มีทั้งคลื่นในอากาศ ป่าไม้ แร่ธาตุ ที่ดินต่างๆ รับสมัครทีมงานมาบริหารประทเศไทย 4 ปี หรือจะยุบก่อนก็ได้ ประชาชนก็ฟังไป แต่ละพรรคก็ส่งทีมงานมาพร้อมนโยบาย ชอบพรรคไหนก็เลือกพรรคนั้น ทีมไหนมีเสียงข้างมากก็เป็นรัฐบาลไป คือระบบปกติ แต่มันไม่ใช่เพราะมี ส.ว.” ผศ.ดร.ปริญญาระบุ
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญของ ส.ว.คือเสียงแตกไหม ตนว่าอยู่ที่ประชาชน อยู่ที่คะแนนเสียงของแต่ละพรรค ปี 2562 เราอาจจะเข้าใจว่าเสียงก้ำกึ่ง ระหว่างคนที่จะเอา คสช.หรือไม่เอา คสช. แต่มองจากตัวเลขคราวที่แล้วมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 51 ล้านคน มาใช้สิทธิ 36 ล้านคนโดยประมาณ คนที่เลือกพรรคที่ประกาศไม่เอา คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ 16.4 ล้านคะแนน ส่วนฝั่งที่เอา ได้ 8.8 ล้านคะแนน ตัวเลขต่างกันครึ่งหนึ่ง

ถ้าเกิดรวมพรรคอย่าง ประชาธิปัตย์ 10 วันก่อนเลือกตั้ง คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ประกาศว่าไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ อีก 3.2 ล้านต้องมาเติมด้วย พูดง่ายๆ คือในวันเลือกตั้ง 23 มีนาคม 2562 ประชาชนเลือกพรรคที่ประกาศไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ รวม 20 ล้านคะแนน อีก 16 มีแค่ครึ่งเดียวที่บอกว่าเอา อีกครึ่งพร้อมรวมทั้ง 2 ข้าง
“ดังนั้น ผมไม่คิดว่า ตัวเลขของคนที่ไม่เอาการยึดอำนาจ อยากเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย เห็นต่างแค่ไหนก็จบที่หีบเลือกตั้ง มีเยอะมาก และนิวโหวตเตอร์คราวที่แล้วเยอะมาก ว่าง่ายๆ คือนิวโหวตเตอร์คราวที่แล้ว 6 ล้าน กับคราวนี้ 3 ล้าน รวมประมาณ 9 ล้านคน จะเลือกคนที่ยึดอำนาจหรือไม่” ผศ.ดร.ปริญญากล่าว
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวต่อว่า คราวนี้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพิ่มเป็น 52 ล้านคน ถ้าคนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 75% เท่ากับปี 2554 หรือ 74% เท่ากับการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว จำนวนผู้ใช้สิทธิคือประมาณ 39 ล้านเสียง ตนมองว่า 3 ล้านเป็นของที่มาเติมใหม่ เพราะปี 2564 เป็นปีแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทยที่คนเกิดน้อยกว่าคนตาย 20,000 คน ซึ่งคนตายมี 560,000 คนเกิดใหม่มี 540,000 คน ดังนั้น จึงมองว่าตัวเลขของฝ่ายที่ไม่เลือก พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะน้อยลงไปอีกในแง่สัดส่วน เพราะ 3 ล้านเสียงนี้เข้ามาเติมสิ่งนี้จะเป็นตัวบอกได้ว่าเลือกตั้งครั้งนี้เป็นอย่างไร
“ถ้าเกิดฝั่งที่ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ ได้เกินครึ่งของสภา และอาจจะเกินไปมากถึง 300 ส.ว.จะกล้าไหม ขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทยที่คาดว่าจะมาที่ 1 แน่ ก็มีกระแสการแตกกันในพื้นที่หลายจังหวัด เพราะว่าเพื่อไทยไปเลือกบ้านใหญ่ มากกว่าคนเสื้อแดง หรือการพูดต่อเนื่องของ จตุพร พรหมพันธุ์ ถ้าฟังผมดูแล้วก็ไม่ได้วิจารณ์พรรคเพื่อไทย แต่วิจารณ์คุณทักษิณ ‘ถ้าพรรคเพื่อไทย คุณทักษิณเล่นเป็น’ อันนี้ไม่เกี่ยวกับพรรค เขาวิจารณ์คุณทักษิณ แต่ถ้าพรรคมาแก้เมื่อไหร่ ก็จะกลายเป็นว่าสิ่งที่คุณจตุพรพูด จริง
“ที่ต้องหยุดพูดไม่ใช่จตุพรนะ คือคุณทักษิณต่างหาก เพราะทำให้เกิดแนวร่วมมุมกลับ ที่ว่าจะกลับบ้านแล้วรอให้อุ๊งอิ๊งประกาศ ผมก็งงนะว่าเขาเจตนาอะไร ในทางกลับกันคุณทักษิณก็เป็นแนวร่วมมุมกลับให้คุณประยุทธ์ ซึ่งเดิม คนฝั่งอนุรักษนิยม อาจจะเบื่อคุณประยุทธ์ แต่ด้วยความกลัวคุณทักษิณ จากเดิมที่เสียงจะแตกไปหลายพรรคก็จะกลับมาเลือกรวมไทยสร้างชาติ ปรากฏการณ์นี้ ในภาคใต้จะเห็นชัดเจน ผมถึงไม่เข้าใจ
ผมเป็นนักกฎหมาย คิดอยู่ว่าการกลับบ้านโดยไม่ต้องแก้กฎหมาย ออกกฎหมาย พรรคเพื่อไทยไม่เกี่ยว จะเป็นยังไง คำถามคือคนปฏิวัติผิดกฎหมายอาญา ม.113 ผู้ใดล้มล้างรัฐธรรมนูญ อำนาจบริหาร นิติบัญัติ ผู้นั้นมีความผิดฐานเป็นกบฏ ทำไมมาตรานี้ไม่ใช้กันบ้าง ทำอย่างไรให้ทหารหยุดปฏิวัติ ไม่นึกว่าเหตการณ์ที่ทหารเอาปืนมายิงประชาชนแบบ 14 ตุลาฯ 16 ตุลาฯ จะเกิดอีก พอจบปี 35 บอกว่าครั้งสุดท้ายก็เกิดรัฐประหารอีก 2 ครั้ง เลือกตั้งคราวนี้ ผมว่าตัวชี้ขาดคือต้องให้ ส.ว.หยุด ‘หยุด ส.ว.คือการหยุดการปฏิวัติ’ ว่าเราไม่เอาแล้ว จุดเปลี่ยนอย่าไปรอ ส.ว.ถึง พ.ค.ปีหน้า เอาคราวนี้เลย” ผศ.ดร.ปริญญากล่าว
เมื่อถามถึงการแข่งขันระหว่างพรรคเพื่อไทย และก้าวไกล?
ผศ.ดร.ปริญญาชี้ว่า คิดว่าเพื่อไทยไม่แลนด์สไลด์ ด้วยข้อมูลขณะนี้และเหตุผลหลายประการ แต่ต่างจากปี’54 ครั้งนั้นไม่มีพรรคแบ่ง แต่ครั้งนี้แบ่ง ฐานก้าวไกลกับเพื่อไทยก็มีจุดแยกพอสมควร แต่กลุ่มที่ไม่ได้เป็นสมาชิกหรือแฟนคลับของพรรคใด จะมีความลังเลว่าจะเลือกพรรคไหน
“ผมได้ยินคนเลือกก้าวไกลกับเพื่อไทย หลายคนบอกว่า ถ้าเขตไหนพรรคไหนมีโอกาสมากกว่า ควรทำแบบนี้ไหม? อย่างเลือกตั้ง กทม.ที่ผ่านมา ความจริงคะแนนคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร มากกว่านั้นแต่คนไม่กล้าเลือก เพรากลัวว่า อ.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะแพ้ มันจะเกิดอีกในคราวนี้ เราต้องถือว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือ การกลับสู่ประชาธิปไตยเสียที หยุดการปฏิวัติที่เคยมีให้หมดไป
ดังนั้น สิ่งที่ต้องพูดมากกว่านโยบายพรรคการเมือง คือต้องพูดคู่กัน เรื่องแรก 1.เราจะต้องกลับสู่ระบอบการปกครองแบบ 1 คน 1 เสียง 2.รัฐบาลเกิดจากหีบบัตรเลือกตั้ง ไม่ใช่เกิดจาก ส.ว. ถ้าหากพรรครวมกันได้เกินครึ่งแล้ว ส.ว.ต้องโหวตตามนั้น ต้องได้เกินครึ่งคือ 376 มี ส.ว. 250 ก็ให้ได้อีกแค่ 126 ดูแล้วไม่น่ายาก เอารวมไทยสร้างชาติ พรรครัฐบาลปัจจุบันเข้ามา เผลอๆ พล.อ.ประวิตรมาร่วมด้วย ก็ได้ 126 เสียง แต่ประเด็นคือถ้ามีเสียง ส.ส.ไม่ถึงครึ่ง อยู่ไม่ได้ เพราะว่าการเสนอร่าง พ.ร.บ.ต้องเสนอกับสภาผู้แทนราษฎรก่อน ไม่เหมือนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายลูก หรือ พ.ร.บ.ประกอบฯ ที่ต้องอาศัยการประชุมร่วมกัน +เสียง ส.ว.ทำให้เสียงข้างน้อยในสภาจะกลายเป็นเสียงข้างมากได้ ซึ่งถ้าเสนอ พ.ร.บ.ในสภาผู้แทน ถ้าตกก็คือตกไปเลย แต่ พ.ร.บ.ที่ตกแล้วอยู่ไม่ได้ คือ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี เขาอาจจะคิดว่าเอาให้ใกล้ 250 เสียงที่สุดแล้วเดี๋ยวไปดูดเอาในคราวหน้า นี่ก็เป็นข้ออันตราย บ้านเมืองจะเป็นอย่างนี้ต่อไป” ผศ.ดร.ปริญญาชี้

เมื่อตั้งข้อสังเกตว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 เปิดทางให้ฝั่งรัฐบาล ?
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวว่า ตอนที่เขียนรัฐธรรมนูญ ตนคิดว่า อ.มีชัย ก็คงไม่นึกว่า พล.อ.ประยุทธ์จะมาถึงขนาดนี้ ไม่อย่างนั้นเรื่อง 8 ปี และเรื่องได้ ส.ส.ไม่ถึง 25 คน เป็นว่าที่นายกฯ ไม่ได้ จะเขียนไว้ทำไม คือไม่นึกว่าท่านจะมาถึงขนาดนี้
“คิดว่า 25 คน รวมไทยสร้างชาติจะได้ไหม ถ้าหากว่าได้ ส.ส.น้อยกว่าพลังประชารัฐ รทสช.จะยอมถอยหรือไม่ เอาง่ายๆ พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร จะมีการคุยกันหรือไม่ว่า ถ้าอีกคนได้มากกว่าอีกคนจะถอย ซึ่งผมคิดว่าคนก็ถามกันเยอะ ว่าแตกกันเพื่อไปรวมกันใหม่หรือไม่ ผมว่าแตกกันจริง ส่วนจะไปรวมกันไหม อยู่ที่ผลการเลือกตั้ง
ถามว่า สูตรเพื่อไทย + พลังประชารัฐ ที่คุณจตุพรก็พูดดักคออยู่ ก็เกิดมาได้ด้วยปัญหาของระบบ ต่อให้เกินครึ่งถึง 300 ก็ยาก ถ้าไม่ถึง 376 เสียง ก็เลยต้องไปนึกถึงเสียง ส.ว.ซึ่ง พล.อ.ประวิตรมี 376 เสียง ลำบากมากกับตัวเลขนี้ สิ่งที่ควรจะเป็นที่สุดคือ เราต้องย้ำว่าเลือกตั้งครั้งนี้ต้องหยุด ส.ว. ต้องเคารพเสียงข้างมากและเจตจำนงของประชาชน ถ้าแบบนี้บ้านเมืองก็จะขยับ” ผศ.ดร.ปริญญากล่าว
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวถึงประเด็นยุบสภา ว่า นายกฯ บอกต้นเดือน พ.ค. แต่การเลือกตั้งหลังจากการยุบสภา จะต้องเลือกตั้งภายใน 60 วัน ซึ่ง กกต. ชุดนี้คงต้องการเวลามากหน่อย
“ก็ต้องยุบสภาอย่างเร็วสุดคือ 8 มีนาคม ถึงจะเลือกตั้ง 7 พฤษภาคมได้ ถ้ายุบสภาก่อน 8 มีนาคมก็ต้องเลือกตั้งก่อนหน้านั้น หรือ 30 เมษายนซึ่งคงไม่ใช่ ผมอ่านเกมว่าการยุบสภาของ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างเร็วสุดคือ 8 มีนาคม” ผศ.ดร.ปริญญากล่าว
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวต่อว่า ความจริงคราวนี้ก็ดีขึ้นเยอะ ตนได้มีโอกาสคุยกับนายแสวง บุญมี เลขาธิการสำนักงาน กกต. และชวนทีมที่จะสังเกตการณ์การเลือกตั้ง อย่าง iLaw เข้าไปนั่งพูดคุยกัน ซึ่งนายแสวงก็ยืนยันว่า ในกันเลือกตั้งคราวนี้กติกาเดิมที่ห้ามถ่ายภาพ ตอนนี้เลิกไปแล้ว ประชาชนสามารถถ่ายภาพกระดานคะแนนได้ ซึ่งนอกจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจจะช่วยกัน มีเรื่องหนึ่งที่อยากให้ กกต.แก้โดยไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว คือคราวที่แล้วในหน่วยเลือกตั้งต่างๆ มีตัวแทนของพรรคการเมืองไปสังเกตการณ์น้อยมาก เพราะ กกต.ไปนับรวมว่าค่าใช้จ่ายในการจ่ายเงินให้กับคนสังเกตการณ์ คือค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองจึงไม่จ่ายเพราะเดี๋ยวเงินหาเสียงจริงๆ จะไม่มี จริงๆ แค่ตัดรายการนี้ออกมาซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายก็จริง แต่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายหาเสียง แยกต่างหากไป และทุกพรรคก็จะส่งคนเข้าไปในพื้นที่ กกต.แก้แค่นี้ก็จะเกิดหลักความโปร่งใสขึ้นมา
ส่วนแนวโน้มวันเลือก ตั้งถ้าอิงตามที่ พล.อ.ประยุทธ์พูด คือวันที่ 7 พฤษภาคม ซึ่งคราวนี้ควรจะเป็นการกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเห็นต่างกันได้โดยจบที่หีบบัตรเลือกตั้ง และรัฐบาลก็มาจากหีบบัตรเลือกตั้ง การแข่งขันทางนโยบายก็แข่งกันเต็มที่ไม่ใช่มี ส.ว.มาคอยเลือกนายกฯ ดังนั้น คิดว่าข้อแรกคือหยุด ส.ว. ข้อ 2 คือเมื่อถึงวันที่ ส.ว.ชุดนี้หมดวาระแล้วประตูแห่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเปิดอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเลือกตั้งเดือนพฤษภาคมเราจะมีสภาเดินกรกฎาคม ก็แปลว่าอยู่ไปอีกประมาณ 10 เดือน ส.ว.ชุดนี้ก็จะหมดวาระแล้ว
“เพราะฉะนั้น เตรียมการแก้รัฐธรรมนูญได้เลย ทำอย่างไรให้เรากลับสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบ 1 คน 1 เสียง และมีระบบเลือกตั้งที่สะท้อนเสียงประชาชนมากที่สุด พร้อมกับเป็นรูปแบบที่เราจะแก้ความเห็นต่าง ความขัดแย้ง แล้วจบที่บัตรเลือกตั้งได้อย่างที่ทุกฝ่ายยอมรับ และต้องมีกลไกในการควบคุมและความโปร่งใสกับผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ผมว่าแบบนี้เราก็คงสถานะของการเป็นเจ้าของประเทศและรัฐบาลคือผู้ที่เราเลือกเข้ามาให้บริหารแทนเรา แต่ต้องถูกเราควบคุม ร่างรัฐธรรมนูญแบบนั้นขึ้นมา ซึ่งเราทำได้เมื่อ ส.ว.ชุดนี้หมดวาระ” ผศ.ดร.ปริญญาระบุ

ด้าน นายสรกล อดุลยานนท์ หรือหนุ่มเมืองจันท์ กล่าวว่า บรรยากาศการเลือกตั้งหลังการรัฐประหารที่ผ่านมากับปัจจุบันคล้ายคลึงกัน แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การเลือกตั้งหลังรัฐประหารแบบทันทีทันใด แต่เป็นการเลือกตั้งที่คลี่คลายกว่าเดิม
“เพราะครั้งที่แล้วเป็นการเลือกตั้งโดยที่มีมาตรา 44 แต่ครั้งนี้แตกต่างคือเป็นโอกาสในการตัดสินใจเลือกตั้งในบรรยากาศที่คลี่คลายกว่าเดิม” นายสรกลกล่าว
ในตอนหนึ่ง นายสรกลกล่าวอีกว่า 4 ปีที่ผ่านมา คนคิดว่าตัวแปรที่เปลี่ยนไปคือ พล.อ.ประยุทธ์อยู่มา 9 ปี ทำให้ความรู้สึกของคนเริ่มเปลี่ยน คนจะเริ่มเบื่อ คิดว่าตรงนี้จะเป็นกระแสอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น และนิวโหวตเตอร์ที่เข้ามาอย่างเช่น อายุ 18 ปีน่าจะมีอยู่ประมาณ 800,000 คน ถ้าคูณ 4 ปี อายุ 18-22 ปี ก็ประมาณ 3.2 ล้านคน นี่คือตัวที่จะเติมเข้ามา
“ที่ผ่านมาการเลือกตั้งของเราเลือกตั้งเพราะความกลัวมาโดยตลอด คำว่า ‘ไม่เลือกเรา เขามาแน่’ เป็นคำที่ใช้มายาวนานมาก และใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย เพราะความขัดแย้งในสังคมไทยมันมีขั้ว 2 ขั้วที่ชัดเจนมาก ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ สิ่งเหล่านี้มีโอกาสที่จะมาอีกครั้งหนึ่ง มันอยู่ที่การตัดสินใจของคนว่าเราจะเลือกเพราะเรารัก หรือ เราจะเลือกเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเข้ามา”
“ไม่น่าเชื่อว่าความฝันของเราในวันนี้ มันคือความฝันถึงความปกติธรรมดาที่มันควรจะเป็นของรัฐธรรมนูญ ของประชาธิปไตย อย่าลืมว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญที่สุด มันกำหนดชะตาชีวิตของคนทุกคน การเลือกตั้งครั้งนี้ผมเชื่อมั่นว่ามันเป็นการเลือกตั้งที่จะมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้ อย่าคิดว่า 1 เสียงของเราไม่มีความหมาย โปรดเชื่อมั่นในพลังของตัวเรา ของคนไทยทุกคน” นายสรกลกล่าว
อ่านข่าว :
- มติชนจัดเต็ม ‘เลือกตั้ง 66’ คิกออฟบทใหม่ประเทศไทย ลงลึก ‘5 เวที 10 ยุทธศาสตร์ 2 กลยุทธ์’
- ‘มติชน’ ท้าทายจุดเปลี่ยนผ่าน ‘อำนาจนอกระบบ’ จ่อ ล้วงวิสัยทัศน์แคนดิเดตนายกฯ ‘ศึกเลือกตั้ง 66’
- คณบดีวิทยาลัยฯปรีดี ถามหา ‘นโยบาย ตปท.’ รอเปิดสนามให้ประชัน ฝากทุกพรรค ‘ต้องรู้ไทยเข้าใจโลก’
- ‘มติชน’ เชื่อ เซอร์ไพรส์ได้เสมอ! ‘ชนะเลือกตั้ง’ วัดกันที่อารมณ์ ต้องมองเชื่อมโยง ‘อดีต-ปจบ.-อนาคต’

